Sailom Sangdad Homey Studio สตูดิโอในรูปแบบ ‘บ้าน’ ที่อยากให้ทุกคนมาสนุกในทุกพื้นที่

ในช่วงเช้าที่แดดอ่อนๆ กำลังดี เราแวะไป Sailom Sangdad Homey Studio สตูดิโอสำหรับถ่ายภาพที่เปิดประตูต้อนรับผู้คนให้เข้ามาสนุกในทุกพื้นที่ของ ‘มานีมีใจ’ หรือ คุณอุ๊–สุพัตรา หมั่นแสวง และคุณต้น–เอกภณ เศรษฐสุข ซึ่งถูกรีโนเวทมาจากบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นสตูดิโอในรูปแบบ “บ้าน” สไตล์วินเทจแสนอบอุ่น

จากบริเวณทางเข้า ‘สายลม แสงแดด โฮมมี่ สตูดิโอ’ ก็ต้อนรับเราด้วยรั้วสีขาวที่มีประตูสีเหลืองเป็นรูปพระอาทิตย์ เมื่อเดินผ่านเข้าไปจะพบกับสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่คัดสรรโดยคุณต้น-คุณอุ๊ ซึ่งเมื่อยิ่งได้เดินเข้าไปภายในบ้านก็จะพบว่า แต่ละพื้นที่ของสตูดิโอแห่งนี้มีการออกแบบในสไตล์ที่หลากหลาย และชวนน่าค้นหาอยู่ในทุกตารางนิ้ว

ขับเคลื่อนด้วยความรักและความสนุกในการถ่ายภาพ

“แสงแดดมันเป็นแหล่งขับเคลื่อนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากถ่ายรูป แล้วสายลมเย็นๆ มันก็ทำให้เราผ่อนคลาย” คุณต้นและคุณอุ๊เล่าถึงที่มาของสตูดิโอ “เราเป็นเด็กเชียงใหม่ที่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเลยเช่าคอนโดหนึ่งอยู่ ทีนี้ค่าใช้จ่ายคอนโดมันค่อนข้างสูง แล้วเราก็เห็นอะไรบางอย่างที่คอนโด คอนโดมันสามารถเป็นมุมถ่ายรูปได้ เราก็เลยคิดว่า ทำไมเราถึงไม่ไปเปิดสตูดิโอของตัวเองเพื่อถ่ายรูป”

ก่อนหน้านี้คุณต้นและคุณอุ๊เคยทำสตูดิโอมาก่อนแล้ว โดยมีชื่อว่า Maneemejai’s Home Space ตั้งอยู่ในย่านลาดพร้าว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะขยับขยายสร้างสตูดิโออีกแห่งขึ้นมา โดยใช้เวลาหาทำเลที่ตั้งอยู่นานกว่า 2-3 ปี จนกระทั่งได้มาพบกับบ้านหลังเดี่ยวแห่งหนึ่งที่ตรงใจ ซึ่งได้กลายมาเป็น Sailom Sangdad Homey Studio ในเวลาต่อมา

“สุดท้ายมาเจอบ้านหลังนี้” (ยิ้ม)

“ตอนเริ่มต้นก็หาจากในเว็บฯ ขับวนเลย วันไหนว่างๆ ไม่มีอะไรทำ วันไหนเบื่อๆ ของเราคือการขับรถเล่น หาโลเคชั่น เพราะเราว่าบ้านที่มันดูแรร์มากๆ มันไม่โผล่ในเว็บหรอก ตามหายากมาก กว่าจะเจอใช้เวลาเป็นปี ถ้าใจเร็วมันได้ไปตั้งนานแล้วแต่เราไม่ยอม เราต้องได้คอนดิชั่นที่เราคิดว่าควรจะต้องมีครบทุกอย่าง เช่น สเปซต้องสวย แดดต้องเข้า”

สร้างสรรค์ด้วยใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียด

ทุกๆ ส่วนของบ้านถูกก่อร่างสร้างมาด้วยความใส่ใจจากคุณต้นและคุณอุ๊ในทุกรายละเอียด “มันเริ่มจากมองแต่ละโซนให้ออกก่อน ว่ามันเหมาะกับอะไร ประเภทไหน เพราะเราไม่อยากเปลี่ยนทุกอย่างไปเลย เราอยากยึดจากโครงสร้างเดิมแล้ว apply เอามากกว่า”

โดยในแต่ละห้องของสตูดิโอถูกตกแต่งโดยตั้งต้นจากการสร้างคาแร็กเตอร์ของเจ้าห้องที่ทั้งคู่จินตนาการขึ้นมา แบ่งเป็น 4 คาแร็กเตอร์ ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอนของเด็กชายที่มีคาแร็กเตอร์เป็นคนโลกส่วนตัวสูงและหลงใหลศิลปะยุคศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ห้องเด็กหญิงสาวน่ารักๆ ที่มีมวลบรรยากาศสดใสด้วยสีพาสเทล มีเพดานเป็นรูปท้องฟ้า และมีตุ๊กตาแมวเป็นของตกแต่ง เพราะเด็กหญิงคนนั้นมีคาแร็กเตอร์เป็นคนที่ชื่นชอบแมว ดอกไม้ และท้องฟ้า

“อย่างห้องที่เป็นห้องใต้หลังคา ตกใจมากตอนแรกที่เห็น เพราะมันสวยมาก โครงมันมาอยู่แล้ว ทีนี้เราก็เลยคิดว่ามันจะเป็นอย่างอื่นได้ยังไงนอกจากห้องนอนใต้หลังคา พอเราได้สไตล์แล้วว่าเราอยากมาทางนี้เราก็คิดเป็นตัวละครหนึ่งขึ้นมาว่า ผู้ชายคนนี้จะชอบผ้าปูที่นอนสีอะไร จะใช้โซฟาสีอะไร ภาพที่สะสมจะเป็นภาพแบบไหน มันจะต่อยอดได้ง่ายมาก ถ้าเราคิดว่าคนที่อยู่ห้องนั้นเป็นตัวละครหนึ่ง แต่ละห้องก็จะมีตัวละครอยู่”

“ห้องผู้หญิง เราออกแบบคาแรกเตอร์ให้มันชัดเลยว่า เขาเป็นคนชอบแมว ชอบดอกไม้ ชอบท้องฟ้า เราก็เลยเอาสัญลักษณ์ 3 อย่างมาแทรกซึมไปกับวัสดุต่างๆ อย่างเช่น ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ แม้กระทั่งฝ้าเพดาน เราก็เพนท์เป็นรูปท้องฟ้าให้รู้สึกว่า นี่เป็นห้องแห่งความลับของผู้หญิงคนนี้”

อีก 2 ห้องคือคาเฟ่สุดน่ารักที่มีคาแร็กเตอร์เป็นคุณย่า ผู้ชอบเย็บปักถักร้อย ชอบเข้าครัวทำอาหาร และห้องนั่งเล่นที่มีคาแรกเตอร์เป็นผู้ชายที่ชอบเล่นเปียโนและหลงใหลในบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน ทำให้ mood & tone โดดเด่นด้วยโทนสีร้อน ซึ่งหากสังเกตดีๆ ก็จะพบว่า การตกแต่งต่างๆ ในห้องนี้ แฝงดีเทลของวงกลมที่ถึงพระอาทิตย์

นอกจากเรื่องรูปลักษณ์และสีต่างๆ ที่ถูกเลือกนำมาตกแต่งเข้าคู่กันอย่างลงตัวแล้ว สิ่งที่คุณอุ๊และคุณต้นให้ความใส่ใจเป็นพิเศษคือ ‘เรื่องของมุมมองการถ่ายภาพ’ ที่ต้องคำนึงถึงการใช้งานของผู้ที่เข้ามาใช้บริการถ่ายภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้สีของวัสดุต่างๆ โทนสีของห้อง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงขนาดสัดส่วนของพื้นที่ที่จะต้องเหมาะกับงานถ่ายภาพ

ในขณะเดียวกันของตกแต่งต่างๆ ภายในสตูดิโอก็เป็นสิ่งที่คุณอุ๊ออกไปซื้อ ออกไปเลือกเอง “มันจะมีของกระจุกกระจิกต่างๆ ที่มันสามารถเอาไปหยิบใช้ได้เวลาถ่ายได้ ซึ่งเป็นของที่เราไม่รู้จะเอาไปอยู่ที่ไหน” คุณอุ๊เล่าระหว่างพาเราไปเดินดูของตกแต่งต่างๆ ที่เธอเป็นผู้คัดสรรมาด้วยตัวเอง

เปลี่ยนจากการกำกับภาพถ่ายมาเป็นกำกับผู้รับเหมา กำกับช่างแทน

“เราสร้างบ้านโดยที่ไม่มีผู้รับเหมา เท่ากับว่าเราลุยเอง” คุณต้น-คุณอุ๊เล่าถึงความภูมิใจที่ก่อร่างสร้างสตูดิโอแห่งนี้ขึ้นมา

“ตอนแรกที่ทำมันยังเป็นเศษซากของการทุบ หรือการที่ช่างอู้งาน ช่างไม่มา ความรู้สึกมันเหมือนแบบจะรอดไหม แล้วจะเสร็จแบบไหม ไปได้ไหม พอสุดท้ายแล้วมันเสร็จ เฮ้ย เราก็ทำได้นี่หว่า เพราะว่าเราไม่ได้มีสถาปนิก หรือไม่มีคนที่มาคุม คนที่คุมคือเรา คนที่มานั่งอยู่กับช่างคือเรา คนที่รอว่าเมื่อไหร่กระเบื้องตรงนี้จะติด ทุกอย่าง ทุกกระบวนการ เราเป็นคนเฝ้ารอให้เห็นทีละอย่าง ทีละอย่าง”

จากบ้านหลังเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานบนถนนรามอินทรา 40 แยก 5 ในวันนี้จึงแปรสภาพกลายเป็นสตูดิโอที่เกิดจากความตั้งใจ และเติมพลังให้กับเจ้าของอย่างคุณต้นและคุณอุ๊ได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยพวกเขาก็พร้อมส่งต่อพลังและความสนุกในการถ่ายภาพนี้ให้กับคนทำงานสร้างสรรค์ที่มาใช้บริการการถ่ายภาพของสตูดิโอแห่งนี้

“เห็นลูกค้ามาใช้สวนกัน เราก็ดีใจมาก ที่เขาก็มารักมุมอะไรแบบนี้ที่เรามั่วๆ กันมา เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้เรียนสถาปัตย์ เราเรียนภาพยนตร์ เรียนฟิล์มมา แล้วมาครีเอททุกอย่างในมุมมองของคนทำหนังหรือถ่ายภาพ แค่เขาชอบเราก็ดีใจแล้ว

เราคิดว่าบ้านที่เราอยู่อาศัยกัน จะมีชีวิตก็ต่อเมื่อมีพ่อแม่ มีลูก มีครอบครัว แต่ว่าบ้านสำหรับที่นี่มันจะมีชีวิตก็ต่อเมื่อมีลูกค้า มีคนมาถ่ายรูปแล้วชอบกลับไป สตูดิโอของเราใส่ได้ในทุกรายละเอียดจริงๆ ที่อยากจะให้ทุกคนที่มาที่่นี่ ได้ process ได้ภาพผลงาน หรือได้ผลงานกลับไปที่ดี”

“ความสนุกของเราคือการเห็นมันเติบโตไปในทางที่ดี เรามองว่าสตูดิโอเป็นทุกอย่าง เป็นสิ่งมีชีวิต ต้นไม้ก็อยากให้มันโต ไม่อยากให้มีต้นใดต้นนึงตายไปหรือของทุกอย่างที่มาก็อยากให้ทุกคนที่มารักษา ไม่อยากให้มันพังหรือแตก รักษาสมดุลให้ดีที่สุด”

“สายลมแสงแดดเป็นที่ๆ ไม่ว่าเราจะมากี่ครั้ง เปิดประตูเข้ามา เราก็จะรู้สึกดี รู้สึกชื่นใจที่ได้มา ไม่รู้คนอื่่นเห็นยังไง แต่ความสวยงามที่เราเห็น มันซ่อนความรู้สึกภูมิใจว่า เราทั้งคู่ทำได้แล้ว ทำสำเร็จแล้ว เราขอเรียกกันเองว่าเป็นความสำเร็จของเราก็แล้วกัน มันเป็นที่เติมพลังให้เรา”

ปัจจุบันสายลมแสงแดดโฮมมี่สตูดิโอ นอกจากจะเปิดเป็นสตูดิโอสำหรับการถ่ายภาพที่คำนึงถึงความสุขและความสนุกของพวกเขาเอง และความรู้สึกของลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการ ที่นี่ยังให้บริการเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่มาในรูปแบบของ “บ้าน” เพื่อให้คู่รักได้จัดงานแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่น ซึ่งทั้งคู่ก็หวังว่า ทุกๆ คนจะรักบ้านหลังนี้ เหมือนกับที่พวกเขารู้สึกมาตลอด