Studio Jitdee โฮมสตูดิโอขี้เล่นของสองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic

เพลง-ต้องตา จิตดี และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี คือสองพี่น้องศิลปินวงป๊อปสุดน่ารักจากวง Plastic Plastic โตและเล่นดนตรีที่บ้านตลอด จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่ ‘บ้าน’ ของพวกเขาได้กลายมาเป็นสตูดิโอ (แบบจริงจัง) ซึ่งเป็นทั้งที่พักผ่อน และพื้นที่สำหรับทำงานของพวกเขาทั้งคู่

ในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป เราเลยได้มีโอกาสมาเปิดประตูเยี่ยม ‘สตูดิโอจิตดี’ ของสองพี่น้องจิตดีที่บรรจุรวมความสนุกสนานขี้เล่น ความรักในเสียงดนตรี และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน

เปิดประตูโฮมสตูดิโอของสองพี่น้องจิตดี

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เพลง-ต้องตา จิตดี และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี โตและเล่นดนตรีที่บ้านตลอดจนอาชีพ ‘นักดนตรี’ กลายเป็นอาชีพหลัก ทำให้ทั้งสองพี่น้องนักดนตรีมักมีแขกแวะมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อยๆ บ้างก็แวะมาทำเพลง บ้างก็แวะมาอัดเพลง ทั้งคู่เลยมองหาพื้นที่สำหรับทำงานที่เป็นสัดส่วนแยกออกมาจากตัวบ้าน เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของสตูดิโอทำเพลงส่วนตัว ซึ่งสุดท้ายก็มาลงตัวที่บ้านหลังเก่าอายุกว่า 30 ปีของญาติ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกันของครอบครัว ทั้งเพลงและปกป้อง จึงตัดสินใจลงมือชุบชีวิตบ้านหลังเก่าแห่งนี้ แล้วสร้างเป็นสตูดิโอทำเพลงแสนอบอุ่นนี้ขึ้นมา

“เป็นบ้านโทรมๆ ที่เราไม่เคยเข้ามาด้วยซ้ำ” ปกป้องเล่าถึงความเป็นมาของโฮมสตูดิโอให้เราฟัง “บ้านหลังนี้เป็นบ้านของญาติที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงที่พวกเราโตขึ้น เขาก็ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เลยกลายเป็นบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่ เราก็ทำเพลงที่บ้านกันมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักของพวกเรา ก็จะมีคนนู้นคนนี้แวะมาที่บ้านเยอะ เราเลยมีแนวคิดที่จะขยับขยายสตูดิโอสักที่หนึ่ง หาไปหามา สุดท้ายก็เลยคิดว่า ลองมาที่นี่ดีไหม”

บ้านหลังเก่าที่เคยถูกมองข้าม จึงได้รับการรีโนเวทใหม่ โดยยังคงโครงสร้างเดิมของบางส่วนไว้ แต่มีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อย เพื่อให้ตรงกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นบันไดตรงกลางของบ้านที่เป็นบันไดตัวเก่า แต่ถูกถอดราวจับออก ประตูทางเข้าทรงโค้งที่ยังคงใช้ประตูบานเดิม

แต่เดิมทีโครงสร้างของบ้านเก่าค่อนข้างมืดทึบ มีหน้าต่างบานเล็กๆ อยู่เพียงไม่กี่บาน และแต่ละห้องของบ้านก็ถูกแบ่งกั้นด้วยผนัง สองพี่น้องเลยตัดสินใจทุบกำแพงกั้นห้องออกทั้งหมดให้กลายเป็นห้องเดียวกัน แล้วใช้วิธีเจาะช่องกระจกเปิดรับแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านให้ได้มากที่สุด

โดยงานออกแบบส่วนใหญ่ปกป้องเป็นผู้ออกแบบเอง เพราะเคยเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาก่อน พร้อมมีเพลงคอยให้ไอเดียการออกแบบในรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้ลงตัวยิ่งขึ้น

หากไล่เรียงตั้งแต่ทางเข้า ปกป้องเล่าว่า “ตั้งแต่ทางเข้าของโฮมสตูดิโอ ทางเข้ามันไม่ได้ออกแบบอะไรเยอะ มันเป็นที่ตาบอด เราก็ดีไซน์ได้แค่ทางเดิน ส่วนภาพแรกที่เราอยากเข้ามาแล้วเห็นคือ ใต้ถุนบ้าน เพราะบ้านเก่าทึบหมดเลย เข้ามาเจอประตู เราเลยไม่อยากให้เข้ามาแล้วเป็นแบบนั้น อยากให้มีพื้นที่ที่เป็น Public ให้คนมานั่งเล่นข้างนอกได้ เลยกลายมาเป็นพื้นที่ใต้ถุนบ้าน เหมือนเราแบ่งพื้นที่บ้านครึ่งหนึ่งมาเป็นใต้ถุน ครึ่งหนึ่งเป็น Indoor”

เมื่อเดินเข้ามา เราจึงพบกับใต้ถุนบ้านที่เปิดทุกคนเข้ามานั่งเล่นได้ ส่วนบรรยากาศภายในของสตูดิโอจิตดีเป็นไปอย่างเรียบง่าย เน้นใช้สีขาวที่ดูสะอาดและโปร่งโล่ง ชั้นล่างของโฮมสตูดิโอเป็นส่วนมุมห้องนั่งเล่นและห้องรับแขก ส่วนชั้นบนเป็นสตูดิโอที่ถูกออกแบบเป็นห้องทำงานที่แยกฟังก์ชันใช้งานเป็นสัดส่วนคือ ห้องอัดเสียง และห้องทำเพลง แต่ปกติเพลงมักจะขึ้นมาอยู่ชั้น 2 เฉพาะเวลาที่ตัวเองมีงานจะต้องทำแค่นั้น เพราะเป็นคนที่ไม่ได้ทำเพลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับปกป้อง

เมื่อเราถามถึงมุมโปรดของแต่ละคน เพลงเล่าว่า บริเวณเคาน์เตอร์ชงกาแฟชั้นล่างของสตูดิโอที่มีบรรยากาศเหมือนคาเฟ่คือ ‘มุมโปรด’ ของเพลงที่เธอชอบเอาคอมฯ ไปนั่งทำงาน และชงกาแฟเมนูโปรดอย่าง ‘ลาเต้’ ให้กับตัวเอง คุณพ่อ รวมถึงแขกผู้แวะมาเยี่ยมเยือน

ขณะที่มุมโปรดของปกป้องนั้นจะเป็นที่ไหนก็ได้ แต่มุมที่อยู่แล้วรู้สึกชิลล์ที่สุด เขาบอกกับเราว่า เห็นจะเป็นมุมโซฟานั่งสบายที่อยู่ติดระเบียง “พี่ป้องเคยบอกว่า มุมที่ชอบที่สุด คือมุมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาจะไม่ได้ชอบทำงานตรงนี้ตลอด บางทีก็กลับไปทำบ้านเก่า บางทีก็ทำข้างล่าง”

ห้องทำงานที่มองเห็นวิวธรรมชาติ

ขึ้นชื่อว่าเป็นสตูดิโอทำเพลงของสองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic จึงไม่แปลกใจว่า ที่นี่จะต้องมีความพิเศษกว่าที่อื่นอย่างแน่นอน โดยปกติแล้วห้องอัดเสียงที่เราเคยเห็นกัน มักจะเป็นห้องทึบๆ ที่มีช่องกระจกใสสำหรับมองเห็นการทำงานระหว่างซาวด์เอ็นจิเนียหรือโปรดิวส์เซอร์ และนักร้อง แต่ห้องอัดเสียงของสตูดิโอจิตดี กลับออกแบบมาให้มองออกไปเห็นธรรมชาติข้างนอกแทน นอกจากนี้ภายในห้องทำงานยังแอบซ่อนพื้นที่พักผ่อนเล็กๆ อย่างเตียงนอนชั้นลอยที่ต้องปีนบันไดไม้ขึ้นไปอีกด้วย

เพลงเล่าว่า “ความคิดที่พี่ป้องอยากได้คือ การนั่งทำงานแล้วมองเห็นวิวไปด้วย ไม่ใช่สตูดิโอทึบๆ เก็บเสียงมิดชิดขนาดนั้น การที่พี่ป้องหันคอมฯ ให้หันหน้าออกไปทางนี้จริงๆ มันผิดหลักนิดนึง เพราะว่าจริงๆ หน้าพี่ป้องควรจะหันหน้าเข้าห้องนี้ เวลาคนมาอัดเพลง จะต้องสื่อสารกัน คุยไมค์ ต้องเห็นหน้ากัน แต่ว่าพี่ป้องเลือกจะไม่หันหน้าไปทางนี้ เลือกว่าต้นไม้สำคัญกว่า ยอมใช้วิธีหันตัวไปคุยกับคนที่มาทำเพลงเอาแทน”

“อยากให้บ้านมันเอื้อต่อการคิดงานมากที่สุด” ปกป้องเล่าเสริม “ฟังก์ชั่นของห้องนี้ที่นั่งทำงานแล้วก็ได้เห็นข้างนอก เห็นกิจกรรมว่า เพลงออกไปวิ่งเล่นกับหมาข้างล่าง มันก็เป็นความผ่อนคลายประมาณหนึ่ง หรือระเบียงนี้ก็เดินออกไปกินมะม่วงได้เลย ตอนมันออกผล อย่างเตียงชั้นลอยบนชั้นสอง เราก็ทำให้สเปซมันสนุก ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ใช้อะไร เราอยากให้ห้องมันทำงานได้ทุกที่ เราดีไซน์ว่าทำงานข้างในก็ได้เงียบๆ หรือทำข้างนอกก็ได้ แล้วก็เซ็ตพวกอุปกรณ์ไว้ ย้ายคอมฯ ไปทำได้เลย”

“เราทำงานไปด้วยแต่ก็พักผ่อนด้วย บางทีนั่งทำงานอยู่ พ่อนั่งเล่นกับหมาอยู่ แล้วพ่อก็บอกว่า เหมือนรีสอร์ทเลยเนอะ ไม่ได้ว่ามันใหญ่อะไรนะ แต่เหมือนบรรยากาศมันเอื้อต่อการพักผ่อน เพลงว่า มันต้องมี Indoor และ Outdoor อย่าง Outdoor ต้องเป็นพื้นที่ที่เราทำกิจกรรมได้ด้วย ถ้าเรานั่งข้างใน แล้วสบายใจ นั่งข้างนอกก็ต้องสบายด้วย” เพลงเล่าเสริม

จากห้องทำงาน สองพี่น้องสามารถมองทะลุผ่านช่องกระจกไปสู่วิวลานสนามหญ้ากว้างๆ ซึ่งรอบๆ ปลูกต้นไม้ใหญ่ และไม้ใบนานาชนิดดูเขียวชอุ่ม ให้ความรู้สึกสบายและสดชื่นเหมือนเป็นบ้านตากอากาศ และด้วยความที่พื้นที่ของบ้านเชื่อมกับโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว ด้านหน้าของโฮมสตูดิโอ จึงมีสนามเด็กเล่นที่แต่งแต้มความสนุกด้วยบ้านต้นไม้หลังเล็กที่มีสไลเดอร์และที่ปีนป่ายไว้ให้เด็กๆ แวะมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งรวมถึงสมาชิกตัวน้อยของบ้านอย่าง ‘ถั่วแปบ’ สุนัขวัยซนพันธุ์แจ็ค รัสเซล ที่มักใช้เวลาวิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้าอย่างชอบใจ

เพลงเล่าถึงที่มาของถั่วแปบให้เราฟังว่า “เราคิดไว้แล้วว่า อยากได้หมาพันธุ์แจ็ค รัสเซล จริงๆ เราเคยมีแล้วตัวหนึ่ง แต่ว่าตายไปแล้ว เราชอบนิสัยของมัน ก็เลยกะว่า จะหามาอีกตัว พอมีโควิดเรารู้ว่า เราต้องอยู่บ้าน ก็เลยซื้อช่วงนั้นเลย หาตามกลุ่มแจ็ค รัสเซลในเฟซบุ๊ก ก็จะมีคนชี้ช่องว่ามีฟาร์มที่นี่ๆ ซึ่งเจ้าตัวนี้ก็มาจากฟาร์มที่ลพบุรี แต่เขาขับมาส่งที่กรุงเทพฯ”

อยากให้ทุกคนมาสนุกกับพื้นที่

“ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราจะเป็นคนที่เพื่อนชอบแวะมาบ้าน” เพลงเล่า “ตั้งแต่ยังไม่มีสตูดิโอเลย เป็นบ้านธรรมดานี่แหละ เราจะเป็นศูนย์กลางตลอดอยู่แล้ว เวลาเพื่อนมาที่นี่ เขาก็สบายใจ เวลาเขาบอกพ่อแม่ว่า มาบ้านเพลง พ่อแม่เขาก็โอเค ก็จะสบายใจด้วย”

“เราอยากให้คนที่มา ไม่ว่าจะมาทำงาน หรือมาเล่น มาทำงานก็อยากให้รู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงานมาก มาเล่นก็เอาให้เต็มที่ ครีเอตให้สุด

ตลอดช่วงเวลาที่เราพูดคุยกับเพลงและปกป้อง เรารับรู้ถึงความสบายใจของพวกเขาทั้งคู่ที่มีต่อโฮมสตูดิโอแห่งนี้ ซึ่งในฐานะแขกผู้มาเยี่ยมบ้าน เราเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

‘สตูดิโอจิตดี’ เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจของสองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic ที่พวกเขาตั้งใจสร้างขึ้นมา และหวังว่าจะส่งต่อความสบายใจต่อให้กับผู้คนที่แวะเวียนมา หากใครอยากทำเพลงก็ติดต่อเข้ามาที่สตูดิโอจิตดีได้เลย โดยในอนาคตพวกยังวางแผนไว้อีกว่า อาจจะเปิดพื้นที่ของโฮมสตูดิโอให้เป็นพื้นที่เวิร์กช็อปเล็กๆ หรือมีกิจกรรมอะไรดีๆ

ขอให้รอติดตามชม