คืนชีวิตใหม่ให้กระดาษเหลือใช้ ‘103Paper’ แบรนด์ที่ชวนมาปั้นศิลปะจากเนื้อดินกระดาษ

“กระดาษที่ถูกใช้จนครบทั้งสองด้าน เราจะนำไปทำอะไรได้อีกบ้าง?” ถ้าเราลองนึกแบบง่ายๆ กระดาษเหล่านั้นคงถูกทิ้งลงถังขยะ หรือไม่ก็มัดรวมเพื่อนำไปขาย แต่สำหรับ คุณอู๋-วิทยา ชัยมงคล กระดาษเหลือใช้หน้าตาธรรมดาๆ กลับต่อยอดได้มากกว่าที่คิด ก่อนถูกชุบชีวิตให้เกิดเป็น 103Paper แบรนด์ผลงานศิลปะจากเนื้อดินกระดาษ สร้างมูลค่าที่มาพร้อมฟังก์ชันและความสวยงาม

หลังจากที่เรามีโอกาสติดต่อเข้าไปเยี่ยมเยือน สตูดิโอสร้างงานย่านรามอินทราของคุณอู๋เปิดทักทายเราอย่างเรียบง่าย ผ่อนคลายด้วยรอยยิ้มและความเงียบสงบ ม้านั่งใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ตั้งผลงานเรียงราย เพลงสากลยุคเก่าเปิดคลอเบาๆ ก่อนที่คุณอู๋จะนั่งลงและเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของแบรนด์ ‘103Paper’ ณ ที่แห่งนี้

ความรักในศิลปะที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็น ‘103 Paper’

“จริงๆ ตัวผมเองก็เรียนจบที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาลัยศิลปากร เราก็เป็นเด็กอาร์ตคนหนึ่งทั่วๆ ไป มีโอกาสได้ทำอาชีพอาร์ตไดเรคเตอร์ภาพยนตร์ โฆษณาต่างๆ พอเราทำอาชีพนี้ไปสักพักหนึ่ง เราก็ต้องการพื้นที่ที่จะทำงานศิลปะ หรือทำอะไรบางอย่างที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ”

เมื่อใจที่รักในศิลปะยังคงเรียกร้อง ประจวบเหมาะกับความสนใจที่มีต่องานปั้นในช่วงนั้น ทำให้คุณอู๋เริ่มมองหากระบวนการของงานปั้นที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งงานปั้นที่เราคุ้นชินมักเริ่มต้นด้วยขี้ผึ้ง ดิน นำเข้าสู่กระบวนการหล่อ การพิมพ์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คุณอู๋รู้สึกว่าตนเองอาจจะจัดการกับมันได้ยากสักหน่อย “ถ้าเราจะมีงานอดิเรกอะไรสักอย่างหนึ่ง มันน่าจะเป็นงานที่ทำแล้วสนุก และควรจะเป็นงานที่เราจัดการมันได้ทุกขบวนการ”

“พอเจอปัญหาเรื่องกระบวนการ เราก็เลยกลับมาคิดใหม่ มองหาว่ามันมีวัสดุอะไรไหมที่ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการที่เราไม่ถนัดแบบนั้น แล้วพอดีที่งานกองถ่ายมันมักจะมีพวกเศษวัสดุเหลือทิ้ง เราก็ลองหลายๆ อย่างจนมาค้นพบว่า กระดาษน่าจะเป็นไปได้ที่จะทำให้มันเกิดดินประเภทหนึ่ง เราก็ทดลองใส่ส่วนผสมอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ขยำให้มันละเอียด จนสุดท้าย เราเรียกมันว่า เนื้อดินกระดาษ ที่สามารถทดแทนดิน ขี้ผึ้ง ปกติในงานปั้นได้”

ต้องบอกก่อนว่า กว่าจะออกมาเป็นเนื้อดินกระดาษที่ใช้งานได้นั้น ไม่ง่ายนัก คุณอู๋ทุ่มเทกับงานอดิเรกชิ้นนี้อย่างจริงจัง ลองผิดลองถูกในสัดส่วนการผสม พัฒนาไปเรื่อยๆ โดยใช้เวลานับ 10 ปี จนในที่สุดก็ก่อร่างขึ้นเป็นแบรนด์ 103Paper อย่างจริงจังเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

ส่วนเล็กๆ ที่มีโอกาสช่วยดูแลทรัพยากรโลก

“ย้อนไปตอนเริ่มต้น จริงๆ เราไม่ได้มีความตั้งใจให้เป็นแบรนด์รีไซเคิลนะ แต่ด้วยจุดเริ่มต้นมันมาจากของแบบนั้น ของเหลือใช้ที่อยู่รอบตัวจริงๆ ซึ่งเราก็เพิ่งมาทบทวนในระยะหลังนี่เองว่า จริงๆ เราก็เก็บเอาของเหลือใช้มาทำ แต่มันเป็นการหยิบของที่มีมาลองทำไปเรื่อยมากกว่า”

ลวดลายสีขาวที่ปรากฏบนชิ้นงานมาจากกระดาษเอสี่เหลือทิ้งจากออฟฟิศ ส่วนสีน้ำตาลที่เห็นเป็นสีสันที่ได้จากเหล่ากระดาษลังเหลือใช้ พื้นผิวเม็ดเล็กๆ จากกากกาแฟดริปที่เหลือจากการทานแล้ว ดอกดาวเรืองตากแห้งที่ได้จากพวงมาลัยไหว้พระที่บ้าน เรียกได้ว่า นี่คือตัวอย่างของสิ่งรอบตัวที่คุณอู๋หยิบมาครีเอท ทดลองให้เกิดเป็นลวดลายของสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“เราพยายามทำให้แบรนด์เป็นส่วนเล็กๆ เพื่อช่วยในเรื่องของทรัพยากร เอาทรัพยากรมาดูแลให้คุ้มค่า พอพักหลังๆ เริ่มมีคนมองเห็นแบรนด์ของเรา เขาก็มีการส่งกระดาษบางประเภทที่เหลือใช้ เอามาให้ทดลองดู ว่าเราสามารถใช้ทำงานได้ไหม เราเองก็มีโอกาสได้เจอกระดาษประเภทอื่นๆ จากคนอื่นๆ มากขึ้น”

ทดลอง เรียนรู้ สู่การจดจำ

จากกระดาษมากมายที่ถูกส่งมา บ้างจากออฟฟิศ จากโรงเรียนสอนศิลปะ หรือบ้างก็เป็นกระดาษที่ผ่านการเขียนด้วยหมึกจีน กระดาษเหล่านี้ถูกลำเลียงเข้าสู่ขั้นตอนของการคัดแยก ซึ่งคุณอู๋เล่าว่า ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เนื่องจากกระดาษแต่ละประเภทจะให้คุณสมบัติที่แตกต่าง ทำให้ตัวชิ้นงานที่ไม่มีการเพ้นท์ ได้โชว์สีสันและลวดลายของกระดาษดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดาษถูกคัดเรียบร้อย กระบวนการต่อไปคือการทำให้กระดาษละเอียดด้วยการนำไปหมักหรือแช่ในน้ำ ก่อนจะตีด้วยเครื่องตีกระดาษอย่างละเอียด หลังจากนั้นจึงบีบน้ำออกและเก็บกระดาษส่วนนี้เพื่อนำไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ อีกสองสามตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการปั้นชิ้นงาน

“เราพัฒนาตลอด แรกๆ ที่เราทำ ผิดพลาดเยอะมากในเรื่องของสัดส่วน เรื่องของการหาว่ามันจะคืออะไร ผลงานที่ได้ตอนนั้นก็ไม่เรียบร้อย มีการแตก การทดลอง การเรียนรู้พวกนั้น มันทำให้เราเกิดการจดจำ เราก็ลองไปเรื่อยๆ เพราะมันก็ไม่มีใครเขียนบอกไว้เนอะว่าต้องทำอย่างไร ทำไปเรียนรู้ไป ใช้เวลา สุดท้ายเราก็ได้เทคนิคอะไรบางอย่างมา”

ประสบการณ์ไม่รู้ตัว จากการเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์

“งานอาชีพอาร์ตไดเรคเตอร์ เป็นอาชีพที่ได้เห็นพร็อพ เห็นของประกอบฉากที่หลากหลายตลอดเวลา ทั้งโมเดิร์น วินเทจ แอนทีค มันเห็นอยู่เรื่อยๆ ทุกวันๆ จากการหา Reference สิ่งเหล่านี้มันซึมซับโดยที่เราไม่รู้ตัว พอทำออกมาเป็นชิ้นงาน มันเลยถูกคัดกรองมาแล้วว่า ดีไซน์แบบนี้น่าจะโอเค รูปร่างสีสันแบบนี้น่าจะโอเค มันเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมาโดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน”

ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ คือแจกันและ Sculpture “แจกันมันเริ่มมาจากเราเห็นลูกบอลพลาสติกที่มาจากงานกองถ่าย เราเลยคิดว่า ทรงกลมมันก็น่าจะเป็นแจกันได้เหมือนกัน หลังจากนั้นก็เลยลองทำงานที่เป็นรูปทรงกลมดู พอเริ่มได้ทรงกลม ก็เริ่มคิดใหม่ว่า แล้วถ้ามันเป็นครึ่งวงกลมล่ะ ถ้ามันเว้าล่ะ ทรงกลมหนึ่งอันมันจะสามารถเป็นแจกันได้กี่รูปทรง เราพยายามคิดแบบนั้น งานก็จะคิดใหม่ไปได้เรื่อยๆ เราเองก็รู้สึกว่ายังคิดอะไรได้อีก แล้วก็สนุกกับมันได้อีก”

103Paper กับความสุขรูปธรรมที่จับต้องได้

“ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตเรา คือช่วงที่เราเรียนมหาลัยศิลปากร 103 เป็นเลขรหัสสมัยเรียน เราก็เลยมีความตั้งไว้ว่า ถ้ามีแบรนด์เป็นของตัวเอง เราจะเอาเลขนี้มาใช้ เป็นเหมือนการบันทึกความทรงจำ ความประทับใจเอาไว้ให้มันเป็นรูปธรรมขึ้น (ยิ้ม)”

“ความสนุกของการทำแบรนด์นี้เลยนะ เราเริ่มทำมาจากความชอบ ไม่มีใครบังคับให้ทำสิ่งนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าทำแล้วจะไปได้ไกลแค่ไหน แค่อยากทำ เราบอกและสอนตัวเองว่า เราต้องไม่หยุดทำ ทำไปเรื่อยๆ ลองไปเรื่อยๆ มันก็จะเวิร์คขึ้นด้วยตัวมันเอง พอเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ มันก็จะมีความคิด มีแรงทำไปเรื่อยๆ มันก็จะต่อยอดไปเรื่อยๆ เอง โดยที่เราไม่ได้ไปกดดันตัวเองมาก”

ความรักในศิลปะและความชอบในการปั้นของคุณอู๋ ส่งต่อสู่งานอดิเรกที่ไม่เพียงทำเล่นๆ แต่ยังมุ่งเอาจริงเอาจังจนเกิดเป็นแบรนด์ 103Paper ผลงานศิลปะที่ฝากความประทับใจเอาไว้บนผิวสัมผัสเนื้อดินกระดาษ ชวนให้เราเห็นถึงการทำด้วยความเต็มใจ ไร้ซึ่งใครบังคับอย่างที่คุณอู๋ว่าไว้จริงๆ

แบรนด์ ‘103Paper’
เว็บไซต์ www.103paper.com
เฟซบุ๊ก 103paper
IG: 103paper

Photographs : Jinnawat Borihankijanan