1889 HAUS ความสุขใดเล่าจะเท่ากับบ้านที่มีเรา

“บ้านหลังนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดเราคนใดคนหนึ่งไป มันคือส่วนผสมของเราทั้งสองคน ไม่ว่าจะจากการคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน รับฟังความคิดเห็นกัน มันทำให้เกิดส่วนผสมตรงกลางที่ทำให้เกิดบ้านหลังนี้ขึ้นมา”

เมื่อบ้านไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของการมีชีวิตคู่ แต่บ้านกลับเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของคนทั้งสองคน นี่จึงเป็นที่มาของ 1889 HAUS บ้านทาวน์เฮ้าส์แสนเรียบง่ายของ คุณนนท์-ชญานนท์ เตชะหัสดิน และคุณแพร-ชนัดดา จันกลิ่น หนุ่มสาวคู่รักที่ตั้งใจออกแบบและสร้างบ้านให้สมบูรณ์ด้วยตัวตนของพวกเขา

บ้านหลังใหม่ของเรา

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความรักระหว่าง คุณนนท์-ชญานนท์ เตชะหัสดิน และคุณแพร-ชนัดดา จันกลิ่น ที่คบหาดูใจกันมานานกว่า 10 ปีตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงคราวที่ทั้งคู่คิดอยากเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คุณนนท์และคุณแพร จึงตระเวนหาบ้านกันมาอยู่สักพัก ซึ่งในท้ายที่สุดคุณนนท์ก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองและครอบครัวมีบ้านทาวน์เฮ้าส์สำหรับปล่อยเช่าที่ไม่มีคนอยู่มาสักพักหนึ่งแล้ว ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะเข้ามาดูบ้านหลังที่ว่าด้วยกัน และตกลงใจที่จะปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้เป็นบ้านหลังใหม่ของพวกเขาในเวลาต่อมา

การออกแบบต่างๆ ของบ้านเป็นฝีมือของคุณนนท์ ซึ่งมีอาชีพเป็นสถาปนิกอยู่แล้ว ส่วนคุณแพรรับตำแหน่งเป็นผู้สนับสนุนและให้กำลังใจคนสำคัญ เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับมวลบรรยากาศภายในบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นน่าอยู่ ตกแต่งด้วยความเรียบง่าย เลือกใช้สีขาว วัสดุไม้ และเน้นบรรยากาศโปร่งโล่ง

“ด้วยความที่บ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์ มีพื้นที่จำกัด มันไม่ได้มีพื้นที่เหมือนบ้านเดี่ยว มันมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เราก็เลยต้องทำการออกแบบพื้นที่ที่มันมีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์ใช้สอยสูงสุด และพยายามสร้างให้มีพื้นที่ Private ภายในบ้าน” คุณนนท์เล่า “ส่วนหนึ่งคือผมเป็นสถาปนิกด้วย ผมเลยพอมองออกว่า มันควรจะเป็นแนวทางไหน การจัดการพื้นที่ของเดิมที่มีอยู่กับโครงสร้างเดิมเลยมาประยุกต์กับประโยชน์ใช้สอยที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน”

ปรับปรุงทาวน์เฮ้าส์เก่าอายุ 30 ปี

แม้บ้านทาวน์เฮ้าส์เก่าแห่งนี้จะมีอายุมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ด้วยความที่โครงสร้างเดิมยังมีสภาพดีอยู่ การออกแบบและปรับปรุง จึงให้ความสำคัญกับการจัดการให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขาทั้งคู่

คุณแพรเล่าว่า “สำหรับแพรตอนที่มาดูก็รู้สึกว่า บ้านยังสภาพดีอยู่ ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเก่าเลย เพราะว่าบ้านหลังนี้ก็อายุ 30 ปีแล้ว โครงสร้างยังดีอยู่เลย นนท์ก็บอกว่า แค่เรามาจัดการให้เหมาะสมกับเราสองคนแค่นั้นเอง”

“เราสองคนชอบความเรียบง่าย ความอบอุ่น พื้นที่ภายในบ้านเลยไม่ได้มีสีฉูดฉาด เราเลือกสีของไม้ สีขาว เรามองว่า ถ้าเลือกที่มันเรียบง่ายแล้ว เวลาเอาของมาตกแต่งในบ้านก็จะดูโดดเด่นขึ้นมา อีกอย่างนึงก็คือ เราสองคนก็ต่างเป็นคนที่มีของเยอะเหมือนกัน นนท์เขาก็ออกแบบให้บ้านมีพื้นที่เก็บของค่อนข้างเยอะ ปกติทาวน์เฮ้าส์จะมีพื้นที่เก็บของได้ไม่เยอะ คราวนี้นนท์ก็เลยออกแบบตู้ค่อนข้างจะเยอะ จะเก็บของค่อนข้างมิดชิดด้วย”

Facade รับลมและแสงแดด

ตั้งแต่ทางเข้าบ้านจะเห็นว่า คุณนนท์ออกแบบภายนอกอาคาร (Facade) ให้เป็นเหมือนสกรีนบังสไตล์โมเดิร์นเรียบง่ายด้วยระแนงไม้ เนื่องจากหน้าบ้านเป็นทิศตะวันตกที่แสงแดดส่องเข้าอย่างเต็มที่ เพื่อลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งถ้าเรามองตัวบ้าน จะเห็นว่าเป็นระแนงไม้ธรรมดาๆ แต่ความจริงแล้วยังแอบซ่อนแนวคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการทำให้ระแนงไม้เหลื่อมกันระหว่างไม้ด้านหน้ากับด้านใน เพื่อทำให้ลมไหลเวียนได้

นอกจากนี้ยังเป็นมุมมองบังสายตาจากคนภายนอกได้ด้วย และมีการเลือกเปิดช่องเฉพาะที่ต้องการให้แสงเข้ามา ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้แสงเข้ามา ก็แค่ปิดตัวระแนงไป

บริเวณชั้นล่างมีพื้นที่นั่งใส่รองเท้าในบ้าน วางข้าวของ อาทิเช่น กระเป๋า กุญแจ เป็นส่วนด้านหน้าก่อนที่จะเข้ามาในบ้าน โดยจะมีตัวสกรีนระแนงไม้เพื่อบังสายตาระหว่างคนที่อยู่ด้านในกับคนที่อยู่ด้านนอก ซึ่งยังใช้ประโยชน์จากตัวนี้ไว้ติดตั้งตัวแอร์ได้อีกด้วย เพื่อที่ประตูด้านหน้าจะได้สูงถึงฝ้าเพดาน ไม่ต้องมีแอร์มาขวางอยู่

“ตรงตู้รองเท้าและที่นั่งใส่รองเท้า ความตั้งใจของเราไม่ใช่แค่เราสองคน แต่เพื่อคุณพ่อคุณแม่ ผู้ใหญ่ เวลาเขามาเยี่ยมเรา มาหาเราที่บ้าน เขาจะได้มีที่นั่งใส่รองเท้าด้วย หมู่บ้านปกติมันจะไม่ได้มีที่นั่งใส่รองเท้า เราเห็นจากป๊ะป๋านนท์ที่เขาจะต้องไปนั่งใส่รองเท้าตรงบันได เพราะฉะนั้นเรามองว่าเวลาที่เขามา ถ้ามานั่งตรงนี้ก็สะดวกมากขึ้น”

พื้นที่เอนกประสงค์เป็นเหมือนหัวใจ

ชั้นหนึ่งของบ้านคือพื้นที่กิจกรรมของทุกคน ทั้งรับแขก ดูโทรทัศน์ ครัวที่มีโต๊ะขนาดกลางใช้เป็นทั้งโต๊ะรับประทานอาหารและทำงาน คุณนนท์ตัดสินใจเปลี่ยนผนังด้านข้างให้เป็นประตูบานเปิดกระจกเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติจากภายนอกให้เข้ามาในบ้านอย่างเต็มที่ และขยายพื้นที่ใช้สอยที่สามารถเดินต่อออกไปข้างนอกให้เป็นมุมต้นไม้เล็ก ๆ ที่ช่วยเติมพื้นที่สีเขียวอีกด้วย ซึ่งในตอนกลางคืนหากลองเปิดไฟด้วยไฟตกแต่งประดับ จะพบว่าบริเวณสามารถกลายเป็นมุมสุดโรแมนติกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณนนท์เล่าถึงส่วนเตรียมอาหารในครัวว่า “สเต็ปมันค่อนข้างต่างระดับกันอยู่ เนื่องจากเป็นของโครงสร้างเดิม เราก็แยกด้วยวัสดุปิดผิว แยกวัสดุ แยกฟังก์ชั่นเป็นส่วนไม้นะ เป็นส่วนนั่งเล่น ส่วนที่เป็นกระเบื้องก็จะเป็นส่วน Pantry ส่วนนั่งรับประทานอาหาร ด้านในก็จะเป็นโซน Pantry เหมือนเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ของบ้านเราเลย จะเป็นมุมนั่งทำงาน นั่งดูทีวี นั่งอ่านหนังสือ”

“ส่วนนี้เป็นเหมือนใจกลางของบ้านเราเลย จุดนี้เป็นจุดที่ Multi-purpose Area มากๆ เวลาที่เราทั้งคู่จะสามารถนั่งทำงาน นนท์เขาก็จะทำสิ่งที่เขาชอบ กาแฟ ทำอาหาร กินข้าว เวลาที่เพื่อนหรือครอบครัวมาก็จะสามารถมานั่งที่มุมนี้ได้ เราก็เลยทำให้มุมนี้เป็นใจกลางของบ้าน” คุณแพรเล่าเสริม

“อย่างข้างหลังบ้านก็จะเป็นพื้นปูนอยู่แล้ว ผมก็อยากให้มันน่าออกไปใช้หน่อย สามารถเดินเท้าเปล่าได้ เพิ่มพื้นระแนงไม้ให้สามารถเดินออกไปได้เลย ก็จะเป็นพื้นที่ที่กึ่งภายในภายนอกโดยสามารถเปิดบานเฟี้ยมสุด มันก็เป็นการเชื่อมพื้นที่ในกรณีที่มีคนเยอะระหว่างภายในกับภายนอก เนื่องจากพื้นที่มีค่อนข้างจำกัด ด้านข้างซ้ายความเราก็ทำเป็นผนังเบา ประโยชน์ของมันคือบังสายตา สองคือเราสามารถเก็บของด้านในได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ของที่ไม่จำเป็นพวกอุปกรณ์ช่าง บันได ถัง สายยางอะไรพวกนี้เราก็จะไปเก็บด้านข้าง”

สำคัญที่การพูดคุยกัน

หลากหลายมุมในบ้านถูกออกแบบบ้านเพื่อให้เป็นที่สะท้อนถึงคนที่อยู่ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแพรและคุณนนท์ แต่ละขั้นตอนในการออกแบบจึงต้องเกิดจากการพูดคุยกัน

“จริงๆ ทุกจุดตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเราทั้งคู่ เพราะว่าบ้านหลังนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้เกิดการคุยกัน สื่อสารกันว่าพฤติกรรมในชีวิตประจำวันแต่ละวันเป็นไงบ้าง ความชอบความไม่ชอบ ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน ซึ่งมันเป็นจุดเล็กๆ น้อยๆ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดบ้านหลังนี้ขึ้น”

“อย่างเช่นจุดที่เป็น Pantry ไม่ใช่เราสองคนที่ชอบไปคาเฟ่ ไปร้านกาแฟ จริงๆ แล้วพี่น้องเรา ญาติพี่น้องเราก็ชอบไปคาเฟ่ ร้านกาแฟ ชอบไปกินกาแฟกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนนท์เขาเลยออกแบบให้ตรงนี้มีฟีลลิ่งเหมือนคาเฟ่ ตอบโจทย์ทั้งเราสองคน แล้วก็ครอบครัวด้วย คิดเพื่อครอบครัวด้วย”

ขึ้นมาต่อที่ชั้นสองของบ้าน แบ่งออกเป็นห้องนอนที่มีการออกแบบตามฟังก์ชันของการใช้งาน โดยแยกส่วนพื้นที่ของห้องแต่งตัว ห้องน้ำ และห้องนอนออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณนนท์ได้รับโจทย์จากการใช้งานของคุณแพร นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมุมสำหรับนั่งอ่านหนังสือและนั่งทำงานเล็ก ๆ ก่อนนอนของคุณนนท์อีกด้วย

ความหมายของ HAUS 1889

คุณแพรเล่าถึงเหตุผลที่ตั้งชื่อบ้านว่า “ความตั้งใจของเราไม่ได้ตั้งเป็นแค่เลขที่บ้าน ความตั้งใจของเราคือ เป็นสองเลขมารวมกัน ซึ่งก็คือเลข 18 กับ 89 เลข 18 มาจากที่เราคบกันตั้งแต่อายุ 18 ส่วนเลข 89 เรามองว่าเป็นเลข Infinity ที่หมายถึงว่า เราก้าวไปแบบ Infinity ส่วนคำว่า HAUS ความตั้งใจที่แพรเลือกคำนี้มามันย่อมาจากคำว่า Home About Us บ้านหลังนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราสองคนไม่คุยกัน ไม่สื่อสารกัน ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ มันเป็นของสะสมที่เราคบกันตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย รูปวาด รูปที่แพรเอาไปติดตามบอร์ด มันเป็นรูปที่เราถ่ายโพลาลอยแล้วเก็บกันมาตั้งแต่เด็กจริงๆ ถ้าดูจากมุมที่อยู่หน้าห้องน้ำ คือแพรหันภาพปิด แต่มันคือของที่นนท์ทำให้ตั้งแต่แพรจบป.ตรี หรือสมัยที่เรียนมหาลัย เพราะฉะนั้นบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่เกี่ยวกับเราทั้งสองคน”

บ้านที่เติมเต็มความสมบูรณ์ด้วยตัวตนผู้อยู่อาศัย

จากบ้านหลังเก่าๆ ที่กลายมาเป็นบ้านหลังใหม่ในวันนี้ ทั้งคุณแพรและคุณนนท์ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แม้ระหว่างทางอาจจะมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ทั้งคู่พึงพอใจ

คุณนนท์เล่าถึงความสุขในการออกแบบบ้านหลังนี้ว่า “ความสุขคือเราได้วางแผนออกแบบบ้านหลังนี้ด้วยกัน เราตื่นเต้นกับการเอาภาพในหัวแต่ละคนมารวมกันให้เกิดแบบบ้านขึ้นมา แต่พอทำงานจริง มันไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มันมีอุปสรรค เราเจอปัญหาแม้กระทั่งหน้างาน ฟังก์ชั่นการใช้งาน เราสองคนอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ว่าเราก็มาคุยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า มันจะออกมาในประมาณลักษณะแบบไหนเพื่อให้เกิดความลงตัวของทั้งสองฝ่าย”

“เราไม่อยากให้มองว่า ภาพที่เห็น ภาพที่สวยงาม ใคร ๆ มองแล้วดูเสร็จเรียบร้อย ราบรื่น ต้องสวยงามเสมอไป ทุก ๆ อย่างที่มันจะผ่านมาได้ขนาดนี้ มันมีปัญหาอุปสรรค พูดคุยไม่ตรงกัน ทะเลาะกัน มันเป็นเรื่องธรรมดา อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำบ้านมันเป็นเรื่องง่ายหรือว่าราบรื่นเลย สิ่งที่คุณเห็นว่ามันออกมาดี มันต้องผ่านอะไรมาหลาย ๆ อย่างก่อนที่จะเป็นบ้านหลังนี้” คุณแพรเล่าเสริม

“อยู่ที่ว่าเราเปิดใจกัน รับฟังความคิดเห็นกัน ก็จะเจอเส้นตรงกลางที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเราทั้งสองคน แล้วมันก็จะลงตัวของมันเอง”

“สำหรับแพรมองว่ามันมีความหมายสำหรับเรามาก มันไม่ใช่แค่บ้าน การที่เราทำบ้านหลังนี้มันเป็นความฝันตั้งแต่เรียนจบ พอเรียนจบทำงานได้สักพัก เราสองคนก็เริ่มคุยกันเรื่องการหาบ้าน แต่มันก็ต้องมีการเก็บเงิน วางแผน เพราะฉะนั้นมันคือความฝันสำหรับเราทั้งคู่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบ้านมีความหมายสำหรับเราทั้งคู่มาก พอเราทำบ้านหลังนี้เสร็จแล้ว มันคือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็เป็นบ้านที่ตอบโจทย์สำหรับเราทั้งคู่ ทำให้เราทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่จะเติบโตไปด้วยกัน มันไม่ใช่การทำบ้านเสร็จแล้วคือจุดสุดท้ายของชีวิตคู่ มันคือการที่เราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ปรับตัวใช้ชีวิตไปด้วยกัน”

“บ้านสำหรับเรามันมีความหมายมากกว่าบ้าน เพราะว่ามันคือความฝันของเราทั้งคู่ตั้งแต่เราเรียนจบมา ทำงาน เพราะเราทั้งคู่ก็ทำงานมาสักพักแล้ว พอตอนที่เราทำบ้านจริงๆ มันเหมือนว่าระหว่างทางมีอุปสรรค พอเราบ้านเสร็จ แพรมองว่ามันไม่ใช่จุดสิ้นสุดการใช้ชีวิตคู่ บ้านหลังนี้มันเป็นจุดเริ่มต้น เป็นทุกอย่างๆ ที่ให้เราสองคนปรับตัว แล้วก็เรียนรู้ เติบโตไปด้วยกันอีก เป็นเหมือนชื่อของบ้าน 1889 HAUS เริ่มต้นจากที่เราอายุ 18 แล้วเริ่มต้นก้าวมาด้วยกันแบบ Infinity”

ก่อนจากกันทั้งคู่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ยิ่งทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจของการสร้างบ้านหลังนี้ว่า “บ้านหลังนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดเราคนใดคนหนึ่งไป เพราะมันคือส่วนผสมของเราทั้งสองคน ไม่ว่าจะเกิดจากการคุยกัน การปรับความเข้าใจกัน การรับฟังความคิดเห็นกัน มันทำให้เกิดส่วนผสมตรงกลาง ทำให้เกิดบ้านหลังนี้ขึ้นมา”

เรื่องราวของบ้าน 1889 HAUS ฟังดูผิวเผินอาจจะเป็นแค่บ้านหรือเรือนหอของคู่รักคู่หนึ่งที่อยากจะสร้าง ‘บ้านแสนอบอุ่น’ ไว้เตรียมพร้อมกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แน่นอนว่าองค์ประกอบของบ้านสำหรับบางคนนั้นอาจเป็นเรื่องของภาพลักษณ์หน้าตาที่ต้องสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน แต่สำหรับคุณนนท์และคุณแพรแล้ว องค์ประกอบที่ทำให้บ้านสมบูรณ์แบบมากขึ้นก็คือ ตัวตนของพวกเขาทั้งคู่นี่เอง