ท้อฟฟี่ แบรดชอว์: ศิลปะการใช้ชีวิตคนวัยทำงาน และบ้านที่ไม่เคยหวงความรักที่มีให้แก่กัน

‘ความรัก ความอบอุ่น และความอร่อยของอาหารรสมือแม่’ คือ กลิ่นอายที่ชัดเจนอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ และเมื่อถามว่า เขาให้นิยามคำว่า ‘บ้าน’ อย่างไร เขามีรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะย้อนกลับไปเล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก และเรื่องราวของครอบครัวที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยหวงความรักที่มีให้แก่กัน “เราคิดว่าบ้านมีส่วนในการปลูกฝังความคิดของเราเป็นอย่างมาก เราโชคดีที่ได้เติบโตขึ้นมาในบ้านที่มีความรักให้แก่กันเสมอ เชื่อมั้ย บ้านเราไม่เคยหวงความรักที่มีให้แก่กันเลย (ยิ้ม) ป๊ามักจะสอนว่า หลายครั้งเลยนะที่ความรักสำคัญยิ่งกว่าเหตุผล โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องระหว่างคนในครอบครัวหรือคนที่เรารัก”

ในช่วงที่โควิด-19 ทำให้เราต่างต้องหวนกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน และอยู่ติดบ้านมากที่สุดอีกครั้ง นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำความรู้จักบ้านของตัวเองให้มากขึ้น House Hub จึงชวนพูดคุยถึงเรื่องราวของ บ้านและศิลปะในการใช้ชีวิตกับชายวัย 35 ที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและชีวิตอย่าง “ชญาน์ทัต วงศ์มณี” หรือ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เจ้าของเพจท้อฟฟี่แบรดชอว์ เพจที่นำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในหลากหลายแง่มุม โดยมีเอกลักษณ์อยู่ที่การพยายามทำความเข้าใจผู้คนและถ่ายทอดออกมาเป็นบทเรียนดีๆ ให้เราได้นำไปปรับใช้ทัศนคติในแง่บวก แพสชันการทำงานที่ยังคงเต็มเปี่ยม และความรักที่พร้อมมอบให้ผู้คนรอบข้างเสมอ คือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจาก ‘ครอบครัว’ หรือในสถานที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’

HH: เล่าถึงนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ในแบบของท้อฟฟี่ แบรดชอว์

“บ้านไม่ใช่แค่โครงสร้างสี่เหลี่ยมหรือรูปทรงเลขาคณิตทื่อๆ แต่บ้านยังหมายรวมถึงชีวิตและลมหายใจของคนที่อยู่ในบ้าน หรือสมาชิกในครอบครัวด้วย เมื่อพูดถึงคำว่า ‘บ้าน’ ทีไร เราจะนึกถึงความรู้สึกอบอุ่นที่อบอวลอยู่ในพื้นที่ที่เราคุ้นเคยเสมอ (ยิ้ม) โดยเฉพาะครอบครัวเราที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกันตลอดเวลา เราเกิดในบ้านที่ตั้งอยู่ในอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีคุณพ่อเป็นหมอ และคุณแม่เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่น วัยเด็กเราทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังนั้น จนกระทั่งพี่ชายเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนหนังสือ ครอบครัวเราจึงไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันตลอดเวลา จันทร์ถึงศุกร์จะเป็นวันที่แต่ละคนแยกย้ายกันทำตามหน้าที่ของตัวเอง ส่วนเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันที่แม่พาเราขึ้นรถทัวร์มาหาพี่ชายที่กรุงเทพฯ จนเข้าสู่วัยที่เราเติบโตและเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนเหมือนพี่ คุณแม่ก็ยังคงเดินทางมาหาเราทุกอาทิตย์

ความทรงจำที่เราประทับใจมากก็คือ ทุกวันเสาร์ตอนตีห้าเราจะเห็นแม่มาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งสี่ทุ่มสิบห้าของวันอาทิตย์ เขาจะกลับไปหล่มสัก แม่เป็นมนุษย์ที่มหัศจรรย์มาก พอเขาเดินทางมาถึงตอนเช้ามืด เขาจะนอนแค่แป๊บเดียวเท่านั้น แล้วก็จะตื่นขึ้นมาเพื่อพาลูกทำกิจกรรมต่างๆ บางทีก็ชวนลูกถูบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าวกัน อีกเรื่องที่เราประทับใจก็คือ แม่จะทำกับข้าวไว้ให้ทุกครั้ง ซึ่งเมนูที่ทำบ่อยๆ คือพะโล้ ทำทีเดียวหม้อใหญ่ๆ เพื่อเก็บไว้ให้ลูกกินไปทั้งอาทิตย์เลย”

HH: เชื่อไหมว่า บ้านที่อบอุ่นจะทำให้สมาชิกในบ้านเติบโตขึ้นมาอย่างมี ‘ความสุข’

“แน่นอน เราคิดว่าบ้านมีส่วนในการปลูกฝังความคิดของเราเป็นอย่างมาก เราโชคดีที่ได้เติบโตขึ้นมาในบ้านที่มีความรักให้แก่กันเสมอ เชื่อมั้ย บ้านเราไม่เคยหวงความรักที่มีให้แก่กันเลย (ยิ้ม) ป๊ามักจะสอนว่า หลายครั้งเลยนะที่ความรักสำคัญยิ่งกว่าเหตุผล โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องระหว่างคนในครอบครัวหรือคนที่เรารัก ยอมรับว่าตอนแรกเราไม่เข้าใจ และคิดว่าถ้าทะเลาะหรือไม่เข้าใจกันขึ้นมา เราก็ต้องใช้เหตุผลเข้าเคลียร์ ต้องหาคนถูกคนผิดสิ แต่ป๊าก็ได้อธิบายให้กระจ่างว่า เหตุผลต่างหากที่ทำให้คนเราอยากจะเอาชนะกัน แต่ถ้าเราใช้ความรักเป็นสิ่งตั้งต้น ไม่ว่าใครจะถูกจะผิด เราพร้อมที่จะขอโทษและให้อภัยกันโดยไม่เขินอายเลย และคำสอนของป๊านี้ได้ช่วยเตือนสติเราเสมอมา”

HH: สำหรับท้อฟฟี่แล้ว อะไรคือเคล็ดลับของการสร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว

“เชื่อมั้ยว่าต่อให้รักกันมากแค่ไหน บางช่วงเวลาเราก็อาจเกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันได้ แต่สิ่งสำคัญคือจงจดจำไว้ว่าโชคดีแค่ไหนที่วันนี้เรายังได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน (ยิ้ม) ครอบครัวเราก็เคยมีช่วงเวลาที่ทะเลาะกันเพราะไม่เข้าใจกัน มีอยู่หนหนึ่งที่แม่รอเราอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ เรากลับมาบ้านพบว่าประตูล็อกอยู่ พอโทร. หาแม่ เขาไม่รับเพราะไม่ได้ยิน ทีนี้เราก็เลยเคาะประตูเสียงดังๆ เพื่อให้เขาได้ยิน ปรากฏว่าแม่ลงมาเปิดประตูด้วยความโกรธ ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเสียงดัง ทำไมเราจึงต้องไม่พอใจแล้วก้าวร้าวใส่เขา รู้มั้ยว่าเหตุการณ์แค่นั้นเองที่ทำให้เราไม่คุยกันนานถึงสองอาทิตย์เลย

ความคิดในหัวเราตอนนั้นเอาแต่บอกว่าเราไม่ผิด เราไม่ได้ก้าวร้าว เราเคาะประตูดังๆ ก็เพื่อให้แม่ได้ยินและลงมาเปิดให้เท่านั้นเอง บวกกับช่วงนั้นเรามัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน แม่เองก็กลับไปอยู่เพชรบูรณ์แล้ว ความสัมพันธ์ของเราจึงห่างเหินไปโดยปริยาย แต่จู่ๆ วันหนึ่งแม่ก็โทร. มาถามว่าสบายดีมั้ย งานยุ่งหรือเปล่า พักบ้างนะ เสียงแม่ดูมีความสุขราวกับว่าเขาลืมไปแล้วว่าเราทะเลาะกัน (ยิ้ม) สุดท้ายเราสองคนจึงได้กลับมาคุยกันเหมือนเดิม แล้วเราก็คิดไว้ว่าอีกเดี๋ยวจะได้กลับไปหาแม่ ตอนนี้ขอลุยงานก่อน จนกระทั่งถึงเทศกาลวันแม่ที่ทุกคนกำลังโพสต์รูปกินข้าวกับแม่ โพสต์สเตตัสบอกรักแม่ แต่เรากลับต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไป เพราะหมอวินิจฉัยพบว่าเราต้องเข้าผ่าตัดหัวใจฉุกเฉิน”

HH: กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญมากในตอนนั้น แล้วคุณมีวิธีการสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไร

“(นิ่งคิด) ความรักของพ่อแม่ช่วยชีวิตเราไว้ ก่อนผ่าตัด เราโทร. คุยกับพวกเขาและยังจดจำคำที่ท่านทั้งสองบอกกับเราได้ไม่ลืม ป๊าพูดว่า “หนูไม่ต้องกลัว เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้หนูมีชีวิตอยู่ได้” ส่วนแม่ก็ให้สัญญาว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ตอนที่หนูลืมตาตื่นขึ้นมาจะเห็นพ่อกับแม่เป็นคนแรก” วินาทีนั้นเราทำได้แค่คิดว่าที่ผ่านมาเราเอาแต่บ้างานจนละเลยความรู้สึกของคนที่เรารักมาโดยตลอด ถ้าเรามีโอกาสรอดชีวิตกลับไปเราจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว และเราจะดูแลครอบครัวให้ดีกว่านี้

เชื่อมั้ย วันที่ผ่าตัดเสร็จฟื้นขึ้นมา คนแรกที่เราได้เห็นคือพ่อกับแม่จริงๆ ด้วย (ยิ้ม) โห เราข้ามความตายมาเจอกันแล้ว และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่เราคิดจะโกรธพ่อแม่ เราจะนึกถึงช่วงที่เราอยากเจอหน้ากันมากที่สุดอย่างวันนั้น คิดถึงความโหยหาที่มีให้กัน คิดถึงความพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เรามีชีวิตรอด คิดถึงคำสัญญาที่เขาให้ไว้ และเราจะคิดเสมอว่าเวลาของเราไม่ได้มีมากพอให้เราต้องไปโกรธหรือไม่พูดจากับเขา”

HH: ความอบอุ่น และทัศนคติในแง่บวกที่เราได้สัมผัสจากคุณ มีที่มาจากครอบครัวของคุณด้วยใช่ไหม

“แน่นอน เวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงานที่มีความแตกต่างและหลากหลาย ทุกครั้งเราจะนึกถึงเสมอว่าจุดตั้งต้นของเราคือความรัก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ตาม เราจะช่วยกันแก้ไข แล้วเดี๋ยวปัญหาจะคลี่คลายลงไปได้ในที่สุด เราจะฟังคนรอบตัวให้มากที่สุด โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปตัดสิน หรือพยายามไปบอกว่าเธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าเราพร้อมที่จะรักและเข้าใจในแบบที่เขาเป็นเสมอ

ในฐานะหัวหน้า เราจะมองทีมงานด้วยความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น และเราเชื่อว่่าไม่ใช่แค่หัวหน้าเท่านั้นที่เลือกลูกน้อง ทั้งคู่ต่างเลือกกันและกันด้วย ส่วนที่เหลือคือการใช้เวลาปรับจูน พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน เพราะไม่มีใครที่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเรื่องหนึ่งๆ เราอาจเข้าใจแบบหนึ่ง แต่เขาอาจจะเข้าใจไม่เหมือนเราก็ได้ สิ่งสำคัญคือการพยายามเข้าใจตัวตนของเขา พอเราเข้าใจ เราจะมีวิธีสื่อสารและไม่เอาตัวเองไปเป็นไม้บรรทัดวัดเขา แต่จะดูจากสิ่งที่เขาเป็น”

HH: คิดว่าศิลปะในการใช้ชีวิตของคุณคืออะไร

“ตอนนี้เราอายุ 35 ปี เราพบว่าตัวเองมีความสุขและชอบชีวิตช่วงนี้มาก ชอบมากกว่าตอนอายุ 20 ด้วยซ้ำ ตอนอายุยังอยู่เลขสองเราเคยกลัวเหมือนกันว่าพออายุขึ้นเลขสามแล้วเราจะเป็นยังไงนะ ไหนจะคำพูดที่สังคมคอยบอกว่า พออายุ 30 แล้วต้องมีนั่นมีนี่ รถ บ้าน ครอบครัว เงินทองมากมาย และเราก็เคยมองคนวัย 30 ด้วยความรู้สึกว่า โห เขาโคตรพร้อมเลย คือชีวิตเหมือนเดินมาถึงจุดฟูล สต็อปแล้ว ไม่ต้องเติมเต็มอะไรอีกแล้ว แต่พอเราอายุเข้า 30 จริงๆ กลับพบว่ายังมีช่องว่่างให้เติบโตได้อีกเยอะเลย

เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พร้อมขนาดนั้น และไม่ได้รู้สึกว่าต้องหยุดทำอะไรแล้ว สิ่งที่พิเศษขึ้นมากกว่าตอนอายุยังน้อยก็คือ ตอนนี้เราสามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบไหนก็ได้ แล้วเราก็มีวุฒิภาวะประมาณหนึ่ง เคยเจ็บมาบ้างจนพอจะรู้ว่าควรรับมือกับปัญหาต่างๆ ยังไง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ประตูใส่ทุกอย่างเพราะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว วัย 30 สำหรับเราจึงเต็มไปด้วยความสนุกและตื่นเต้นที่จะได้เปิดประตูไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วเราก็เชื่อว่าตอนอายุ 40 หรือ 50 ก็ตาม ความรู้สึกแบบนี้ก็จะยังอยู่กับเราเสมอๆ (ยิ้ม)”

HH: มีเคล็ดลับในการมองชีวิตให้เป็นเรื่องสนุกที่คนทั่วไปสามารถปรับใช้ได้บ้างมั้ย

“สำหรับใครที่รู้สึกกำลังสับสนหรือเริ่มเบื่องานที่ทำ ลองเอาวิธีการที่เราใช้ไปปรับดูก็ได้ คือทุกปีเราจะมีโปรเจกต์ส่วนตัวคือจะลองไปทำอะไรก็ได้ที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตนี้และไม่คิดว่าจะทำได้ด้วย ซึ่งพอได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ความตื่นเต้นจะมา อีกอย่างก็คือมันจะคอยบอกว่ามีคนเก่งกว่าเราอยู่เต็มไปหมด พอเปลี่ยนไปอยู่ในสนามที่ตัวเองไม่ถนัด เราจะพบว่าเราไม่ได้เป็นที่หนึ่งอีกแล้ว และเราจะคอยเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้ มันช่วยให้เราไม่กร่าง ไม่อีโก้ ไม่รู้สึกว่าเราคือที่สุด ที่สำคัญคือทำให้เรารู้จักชื่นชมคนที่เขาเก่งกว่าเรา และในขณะเดียวกันเราก็จะรู้จักชื่นชมตัวเองด้วยว่า เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่วันนี้ได้ลองทำแล้ว แกเก่งมากเลยเว้ย”

HH: กิจกรรมอะไรบ้างที่ทำให้คุณมีความสุขเวลาอยู่บ้าน

“เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เคยบอกใครเลยก็คือ เราชอบซักผ้า (หัวเราะ) ซึ่งเราได้ค้นพบความสุขนี้ในตอนที่แม่ซื้อเครื่องซักผ้าที่ทั้งซักและอบได้ในตัวมาไว้ที่บ้าน ทำให้เราซักผ้าบ่อยมาก เราชอบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ แล้วเชื่อมั้ยว่าผ้าที่เพิ่งผ่านการซักและอบมาใหม่ๆ นั้นหอมมากเลย ดังนั้นสิ่งที่เราชอบมากในช่วงเทศกาล 11.11 หรือ 12.12 ก็คือ การเหมาน้ำยาปรับผ้านุ่ม และเจลบอลต่างๆ (ยิ้ม)

รางวัลในการกลับบ้านของเราก็คือการได้เปิดประตูเข้าไปในห้องที่มีตะกร้าผ้าที่หอมฟุ้ง ยิ่งเวลาได้นอนบนผ้าปูที่นอนที่ปูใหม่ๆ มีกลิ่นหอมฟุ้ง นั่นคือความสุขที่สุดในชีวิตเลยนะ รวมถึงเวลาที่มีคนชมว่าเสื้อผ้าที่ท้อฟฟี่ใส่หอมจังเลย นั่นก็ทำให้เรารู้สึกฟินมากเช่นเดียวกัน นอกจากการซักผ้า อีกกิจกรรมที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราก็คือการได้เข้าครัวทำอาหาร เวลาที่มีเรื่องในหัวเยอะๆ การได้หันมาเด็ดผัก ล้างนู่นนี่ ช่วยให้เราเปลี่ยนโฟกัสและพักผ่อนสมอง ที่สำคัญคือการได้ทำกับข้าวช่วยให้เราได้ย้อนทบทวนถึงการเข้าครัวทำกับข้าวกับแม่ตอนเป็นเด็กๆ ด้วย”

HH: ความพิเศษของอาหารรสมือแม่สำหรับคุณคืออะไร

“ความตั้งใจของแม่คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งเสมอ แม่ที่ยอมทุ่มเทนั่งรถทัวร์จากเพชรบูรณ์มากรุงเทพฯ ด้วยระยะทาง 400 กิโลเมตร ใช้เวลา 6 ชั่วโมง เพื่อมาทำกับข้าวให้เรากิน มันคือความตั้งใจที่มากมายเหลือเกิน มันคือความอร่อยที่เกิดจากความรัก และมันคือช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้อยู่ด้วยกัน ได้ฝึกทำกับข้าวในครัวพร้อมแม่ตั้งแต่เด็กๆ นอกจากการว่ายน้ำ ขี่จักรยานแล้ว การได้ฝึกทำกับข้าวกับแม่ถือเป็นอีกหนึ่งวิชาที่เขาได้ให้เราติดตัวไว้และทำให้เราอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่่างมีความสุขและภูมิใจ (ยิ้ม)”

เมนูอาหารในวัยเด็ก
“อาหารมื้อนี้ใช้ระยะความรัก 800 กิโลเมตรในการทำ”

ไข่พะโล้
+ ไข่พะโล้คือคอมฟอร์ตฟู้ดอันดับหนึ่งของท้อฟฟี่ ทุกครั้งที่แม่เดินทางมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ ก็มักจะทำพะโล้หม้อใหญ่ไว้ให้กินตลอดทั้งอาทิตย์ แต่ด้วยความที่ชื่นชอบเมนูนี้มาก พะโล้หม้อใหญ่จึงหมดภายในเวลาเพียงสองวันเท่านั้น
+ เคล็ดลับความอร่อยของเมนูพะโล้คือตุ๋นทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วค่อยอุ่นกินในอีกวันหนึ่ง ส่วนสูตรลับที่ท้อฟฟี่ชอบทำบ่อยๆ ตอนเด็กคือ ตักพะโล้ใส่มาม่าแล้วเอาเข้าไมโครเวฟ จะได้เมนูมาม่าพะโล้ที่อร่อยฟินสุดๆ

ซุปหัวไช้เท้า
+ เมนูง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างเท่านั้น คือ หัวไช้เท้า แครอท กระดูกหมู แล้วปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย
+ วิธีทำคือ ล้างและหั่นวัตถุดิบทุกชนิดให้ได้ขนาดตามชอบ โดยเฉพาะกระดูกหมู ควรล้างให้น้ำใสที่สุด เพราะจะช่วยให้น้ำซุปไม่ขุ่น ที่สำคัญคืออย่าลืมช้อนฟองขาวที่ลอยบนผิวน้ำระหว่างตุ๋นด้วย
+ ถึงจะเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายๆ แต่หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ‘เวลา’ ยิ่งให้เวลาในการตุ๋นนานเท่าไหร่ น้ำซุปจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น หลังจากต้มทุกอย่างจนเดือดแล้วให้ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวต่อไปอีกราว 2 ชั่วโมง น้ำซุปที่ได้จะกลมกล่อมสุดๆ