บ้านที่มีแม่เป็นหัวใจ และมีแอร์เป็นต้นไม้ ของ ‘นินทร์’ นรินทรกุล ณ อยุธยา

บรรยากาศอบอุ่นน่าอยู่ที่มีแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาทำให้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา มีสายลมอ่อนๆ พัดพาความเย็นสบายเข้ามา และมีต้นไม้หลากหลายชนิดโอบล้อมอยู่ภายนอกคอยสร้างความร่มรื่น เชื่อไหมว่า เรากำลังบรรยายถึงบรรยากาศของบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมืองที่พลุกพล่านในย่านกิ่งเพชร จ.กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าของบ้านหลังนี้ก็คือ ‘นินทร์’ นรินทรกุล ณ อยุธยา หรือที่บางคนอาจรู้จักเขาในฐานะช่างภาพฝีมือดี เจ้าของเพจ PhotoNogrid

ในวันที่อากาศเริ่มกลับมาร้อนอีกครั้ง HOUSEHUB ชวนทุกคนมาเติมความเย็นสบายๆ ในบ้านไม้สองชั้นที่มีแม่เป็นหัวใจ และมีแอร์เป็นต้นไม้ แล้วคุณจะรู้ว่า องค์ประกอบที่เข้ามาเติมเต็มจังหวะชีวิตในบ้านให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นไม่ต้องการสิ่งพิเศษอื่นใด นอกจากแค่แสงแดด สายลม ต้นไม้ และคนใกล้ตัวของคุณนั่นเอง

บ้านที่มีแม่เป็นหัวใจ

แม้ถนนด้านหน้าจะพลุกพล่านไปด้วยรถยนต์ และผู้คน แต่เมื่อเราเดินผ่านตรอกเล็กๆ ของย่านกิ่งเพชร จนกระทั่งเดินมาถึงบ้านของคุณนินทร์ ก็รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบที่ร่มรื่นด้วยเฉดสีเขียวของบรรดาต้นไม้ที่ปลูกโอบล้อมอยู่ภายนอก และจัดวางเติมแต่งอยู่ภายใน

“ย่านกิ่งเพชรเป็นย่านที่ผมโตมาตั้งแต่เด็ก ละแวกนี้เราคุ้นเคยมาก เดินได้ทุกซอย ไม่หลงเลย แต่ก่อนบ้านหลังนี้เป็นบ้านของป้า แล้วป้าก็โอนให้น้าต่อ แล้วก็โอนให้เราอีกที จนประมาณปีกว่าต่อมา แม่เราเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ ทำอะไรเริ่มช้าลง ความจำไม่ดี เรารู้สึกว่าสิ่งที่จะบำบัดเขาได้ นอกจากพาไปหาหมอคือ ‘บ้าน’ เลยอยากให้แม่ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้”

ก่อนหน้านี้บ้านไม้สองชั้นแห่งนี้เคยเป็นของคุณป้าของคุณนินทร์ ก่อนจะถูกส่งต่อผ่านมือญาติๆ จนกระทั่งมาถึงมือของคุณนินทร์ สภาพของบ้านจึงยังคงสภาพเป็นบ้านไม้เก่าดั้งเดิม

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ค่อนข้างทึบ บ้านไม้สมัยก่อนเขาจะกลัวฝนสาด ทุกอย่างก็จะเป็นพวกหน้าต่างบานเล็กๆ รอบหลัง เรารู้สึกว่าบ้านที่ทึบและมืดอาจจะไม่เหมาะกับแม่มาก เราเลยใช้เวลาปรับเปลี่ยนบ้านประมาณหนึ่งปี ทุบฝาออกแล้วเปลี่ยนเป็นช่องหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้แม่ได้อยู่กับแสงสว่าง ได้อยู่กับอะไรที่มันสว่างๆ”

“เราอยากให้บ้านเป็นสิ่งที่จะทำให้เขาได้เห็น ได้มอง ได้มีกิจกรรม ได้รู้สึกว่าอยากออกไปเด็ดดอกไม้มาดอกหนึ่ง มาปักแจกัน รู้สึกว่าบ้านกับแม่เป็นอะไรที่ต้องเชื่อมโยงกัน”

ก่อนหน้านี้ด้วยความที่บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านที่มีคนอยู่อาศัยมานาน ในบ้านจึงยังมีเฟอร์นิเจอร์ตัวเก่าอย่างโต๊ะ ตู้ เตียง เสื่อน้ำมัน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หลงเหลือตั้งพูนถึงเพดาน งานแรกของการรีโนเวทบ้านของคุณนินทร์ จึงเริ่มจากการลงมือเคลียร์ของทิ้งทั้งหมดเสียก่อน ต่อมาคือการปรับเปลี่ยน และซ่อมบำรุงส่วนต่างๆ เพื่อชุบชีวิตให้บ้านหลังเก่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

นอกจากบทบาทของการเป็นลูกชายของแม่ อีกบทบาทของคุณนินทร์คือ การเป็นช่างภาพมืออาชีพฝีมือดีที่มีผลงานถ่ายภาพมากมาย ทั้งงานถ่ายสิ่งพิมพ์ และงานถ่ายโฆษณาต่างๆ บ้านไม้สองชั้นหลังนี้แม้มีพื้นที่ใช้สอยไม่มากนัก ซึ่งทำให้การจัดการพื้นที่ให้ทุกส่วนมาอยู่ด้วยกันอาจเป็นเรื่องยาก แต่สุดท้ายคุณนินทร์ก็ปรับเปลี่ยนบ้านให้เป็นทั้งที่พักอาศัย ออฟฟิศ และสตูดิโอถ่ายภาพเล็กๆ ได้อย่างลงตัว


ภายในบ้านตกแต่งเรียบง่าย ผสมผสานด้วยวัสดุไม้กับปูน และยังคงเลือกใช้สีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีที่ถูกใช้ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นน้า บริเวณชั้นล่างเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางของคนในบ้าน สามารถรองรับทุกกิจกรรม ด้านหนึ่งเป็นมุมนั่งทำงานมีเครื่องคอมพิวเตอร์ และสตูดิโอถ่ายภาพ อีกด้านเป็นพื้นที่ห้องน้ำกึ่งเอ้าดอร์ที่มีมุมซิ้งค์เล็กๆ อยู่ข้างหน้า

“สตูดิโอถ่ายภาพเป็นอะไรที่เรียบง่ายมากเลย มีฉากดำ แล้วก็มีแสงเงาที่สวยงามบนใบหน้าคน ตอนแรกมันเป็นห้องเก็บของ แล้วเราก็ทุบออกมา เพื่อให้มันทะลุมาส่วนในห้องของห้องทำงานและบริเวณกลางบ้านได้ ก็กลายเป็นว่า เรามีสเปซยาวจากมุมนั่งทำงานไปถึงตรงห้องเก็บของที่กลายเป็นสตูดิโอในวันนี้”

บ้านที่มีแอร์เป็นต้นไม้

ชั้นสองของบ้าน เป็นห้องนอน 2 ห้องของคุณนินทร์ และคุณแม่ แต่ละห้องมีหน้าต่างยาวตลอดแนวผนัง กั้นไว้ด้วยผ้าม่านบางๆ สีขาว เป็นมุมเปิดออกกว้างรับลมเย็นๆ รับความร่มรื่นจากธรรมชาติรอบบ้านได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปรับอากาศ ในช่วงเช้า ช่วงบ่าย และช่วงเย็น แดดอ่อนๆ จะส่องลอดผ่านเข้ามาทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา ทั้งแสงแดดและลมต่างเป็นองค์ประกอบที่มาเติมเต็มให้จังหวะการใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้น่าอยู่มากขึ้น

คุณนินทร์ยังเล่าอีกว่า ด้วยความที่ตอนสาวๆ คุณแม่ชอบแต่งตัวมาก คุณนินนทร์เลยเปิดอินสตราแกรมให้แม่ชื่อว่า @70youngteaw ไว้ให้เป็นเหมือนพื้นที่ความทรงจำที่แม่มีความสุขกับชีวิต หรือกระทั่งว่ามีความสุขกับแฟชั่น

“ตอนสาวๆ แม่เขาชอบแต่งตัวมาก เสื้อผ้าเยอะ เขาก็จะมีกรุผ้าอยู่ในตู้ พอวันหนึ่งอายุ 70 แล้ว เขาช้าลงก็ลืมหมด ผ้าถุงที่เคยมี เราก็เปิดกรุแล้วบังคับเขาว่าต้องใส่นะ เธอต้องใส่ชุดใหม่ทุกวันเพื่อที่จะชินกับสีใหม่ อะไรใหม่ มีคนทักเขาจะได้คุยกัน เลยกลายเป็นว่าเขาต้องมีชุดใหม่ตลอด ด้วยชุดเก่าที่เขามี พี่ก็เปิดอินสตาแกรมลิงค์กันไปเหมือนเป็นเมมโมรี่ของเขามากกว่า” คุณนินทร์เล่า

“ในวันนี้ที่เขายังเดินเหินได้ ขึ้นบันไดได้ เขาก็ต้องอยู่ชั้นสองเป็นหลัก เราก็จะให้เขาเดินขึ้นบันได เดินลงบันได ออกกำลังกาย ขึ้นไปรดน้ำต้นไม้ข้างบน ลงมารดน้ำต้นไม้ข้างล่างต่อ วันหนึ่งถ้าเขาขึ้นบันไดไม่ได้ เจ็บเข่าเขาก็จะอยู่ข้างล่าง ข้างล่างเราก็จะปรับให้มันเป็นชั้นของเขาอีกทีหนึ่ง”

หลังจากเดินชมบ้านจนทั่ว เราถามคุณนินทร์ว่า นิยามความหมายของบ้านสำหรับเขาคืออะไร ไม่แปลกใจเลยที่คำตอบของเขาก็คือ ‘คนที่อยู่ใกล้ตัวนั่นเอง’

“บ้านของเราคือคนที่อยู่ด้วยมากกว่า จริงๆ บ้านนี้มันออกจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าปลวกกำลังจะกินมัน มันกำลังพัง แต่สุดท้ายแล้วเราก็เอาเสาที่มันพัง ค่อยๆ ออกไป ปรับเปลี่ยนตรงนี้ตรงนั้น พื้นตรงนั้นที่มันยุบไป ดันขึ้นมาใหม่ เพื่อออกแบบให้แม่เขาอยู่ได้”

“บ้านไม้กับคนมันคล้ายกันมาก คนเราถึงวันหนึ่งก็เสื่อมโทรม บ้านวันหนึ่งก็พังทั้งต้น เสาต้นหนึ่งคือกรอบ สุดท้ายแล้วเราเองก็นึกถึงหลักธรรมชาติที่มันกำลังดำเนินไปของมัน ถ้าเราไม่ได้ไปยึดติดอะไรมาก บ้านไม้ก็มีสภาพของบ้านไม้ไป เราก็สนุกไปกับมัน พังไปกับมันแล้วก็ปรับกันไป ให้เราอยู่กับพื้นที่ตรงนั้นได้”

“ภาวะที่มันจะอยู่ตลอดไปหรือไม่ตลอดไป บ้านไม้ไม่อยู่ตลอด ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้สำคัญมาก สำคัญอยู่ที่มุมมองของเรามากกว่าว่า เราเข้าใจมัน แล้วสเปซทุกอย่างก็ทำให้มันเหมาะกับคนที่อยู่กับเรา”

ภาพ: นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา และชาคริต นิลศาสตร์