Atelier 53 อดีตตึกเก่าที่กลับมาคึกคักด้วยศิลปะ เสียงเพลง และการเดินทาง

ณ ซอกซอยที่หนาแน่นไปด้วยชุมชนที่พักอาศัย ตึกแถวหัวมุมสีขาวตรงหน้า คืออดีตตึกใกล้ร้างที่ถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่และกลับมาสร้างสีสันให้ซอย อรุณอมรินทร์ 53 ด้วยเรื่องราวของศิลปะ เสียงเพลง และการเดินทางของ โอม-อุปถัมภ์ รัตนสุภา สถาปนิกใจกว้างที่จะเปิดบ้านเล่าเรื่องความเป็นอยู่ และพาทีมงานบ้านช่องห้องหับไปทำความรู้จักกับแนวคิดของการออกแบบที่พักอาศัยอย่างเรียบง่าย ที่ไม่ใช่แค่จะทำให้อยู่ได้อย่างเย็นเป็นสุข แต่ยังอิ่มเอมใจไปด้วยการออกแบบให้สามารถเผื่อแผ่และแบ่งปันพื้นที่เล็กๆ ของบ้านเราให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่สาธารณะ เพื่อนบ้านหรือแม้แต่เพื่อนสัญจรบนท้องถนนได้ด้วยในเวลาเดียวกัน เพียงแค่คิดอย่างใจกว้างว่า “เราต้องการจะแบ่งปัน” เท่านี้ชุมชนของเราก็อาจอบอุ่นและน่าอยู่ขึ้นได้ไม่แพ้กับบรรยากาศภายในบ้านของตัวเองเลยจริงไหม

ขณะที่ค่อยๆ แง้มประตูเข้ามาภายในตึกหรือภายในบ้าน กลิ่นหอมของกาแฟและขนมปังอบก็โชยเข้ามาทักทายพร้อมกับเสียงต้อนรับจากคุณโอมอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่า “สวัสดีครับเชิญเลย กินอะไรกันมาหรือยัง ผมมีกาแฟกับขนมปังด้วยนะ รับเป็นอะไรดี” ระหว่างนั่งคอยคุณโอมตระเตรียมอาหารว่าง บรรยากาศ ณ ช่วงเวลานั้นชวนสัมผัสได้ถึงความสบายใจอย่างปฏิเสธไม่ได้ แจกันดอกไม้สดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอย่างพร้อมหน้าและชุดอาหารว่างรับประทานรองท้องมากมาย ทำให้ทีมงานทุกคนถึงกลับต้องชะงักอย่างเกรงใจและอดอมยิ้มปลื้มใจกันแทบไม่ได้ ก่อนจะรู้ว่าการจิบกาแฟกับขนมปังอบยามเช้าที่คุณโอมกำลังตระเตรียมอยู่นี้ คือหนึ่งในกิจวัตรที่คุณโอมมักจะลุกขึ้นมาทำอยู่เสมอ และยังเป็นวัฒนธรรมที่คุณโอมคุ้นชินจากการไปอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสมาร่วม 10 ปีอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของการชุบชีวิต

ก่อนจะเข้าเรื่องบ้าน คุณโอมได้เล่าความหลังก่อนการย้ายเข้ามาอยู่ในตึกแห่งนี้อย่างคร่าวๆ ให้ฟังว่า เดิมทีเขานั้นอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส หยิบจับทำงานด้านสถาปัตยกรรมไปพร้อมๆ กับการเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อท่องเที่ยวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งจังหวะที่ได้ย้ายกลับมาประเทศไทย ณ ตอนนั้น ทำให้คุณโอมได้มีโอกาสผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้กับนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และทำงานสถาปัตยกรรมในแถบเอเชียมากมาย แน่นอนว่าเมื่อปริมาณงานเพิ่มมากขึ้นการทำงานด้วยการใช้ Co-working space แบบฟรีแลนซ์อย่างเคยนั้นคงไม่เพียงพอ พื้นที่ถาวรสำหรับการนั่งทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาในเวลานั้น ตึกแถวใกล้ร้างที่คุณโอมเคยซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนในซอยอรุณอัมรินทร์ 53 จึงควรค่าแก่การชุบชีวิตขึ้นใหม่ โดยได้ทำการรีโนเวทอย่างเรียบง่ายเพื่อให้เป็นทั้งสำนักงานสถาปนิก Aterlier53 บ้านพักอาศัย และพื้นที่สาธารณะเล็กๆ ตามที่คุณโอมตั้งใจ

“เมื่อก่อนชั้นล่างตรงส่วนของครัวที่เรานั่งกันอยู่นี้ เคยเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับจัดแสดงงานของนักศึกษา อีกฝั่งก็เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า เสื้อยืดที่ระลึก โปสการ์ด และมีแผนที่ให้นักท่องเที่ยวมาเปิดอ่านกันฟรีๆ ด้วย เพราะแต่ก่อนผมอยากให้พื้นที่ส่วนนี้เป็น Public Space หรือพื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน อย่างฟุตบาทด้านหน้าจริงๆ ก็ถูกคิดมาแล้วเช่นกันว่าอยากให้ 70 ซม. นี้สามารถให้ประโยชน์กับสาธารณะได้ ให้แมวมานอน มอเตอร์ไซต์มาพักเท้า ปลูกต้นไม้นิดหน่อย หรือแม้แต่ให้ทีมงานมานั่งรอด้วยเช่นกัน” (หัวเราะ)

การตกแต่งภายในชั้นหนึ่งนั้นได้ถูกตกแต่งให้เป็นไปอย่างยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างหลากหลายตามที่คุณโอมได้เล่าให้ฟัง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จึงเป็นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ประเภทเก้าอี้เสียส่วนใหญ่ เพื่อให้รองรับกับผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือนหรือมาพูดคุยงานใน Co-working Space เล็กๆ แห่งนี้ที่คุณโอมได้จัดเตรียมไว้ต้อนรับ เช่นเดียวกับที่ได้ต้อนรับทีมงานเป็นอย่างดี

ขึ้นบ้านเก่า

หลังจากคุณโอมได้ถือโอกาสพาทัวร์มุมต่างๆ ภายในบ้านพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในแต่ละพื้นที่ให้ฟังไปพรางๆ เชื่อว่าหากใครได้ลองมายืนอยู่ตรงนี้จะต้องรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศที่แสนเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของการใช้งานต่างๆ ได้ไม่มากก็น้อย เพราะคุณโอมได้เล่าว่า พื้นที่ชั้นสองจะเป็นส่วนที่คุณโอมและเพื่อนร่วมงานขึ้นมานั่งทำงานกันอย่างเป็นกิจลักษณะ ขณะที่ก็ยังมองว่าไอเดียที่ดีมักจะมาในช่วงเวลาที่รู้สึกดีหรือผ่อนคลาย และแท้จริงแล้วคนเราทุกคนคงไม่มีใครอยากจะนั่งทำงานกันตลอดทั้งวัน ตลอดบริเวณชั้นสองจึงได้ถึงแบ่งสัดส่วนใช้สอยให้เป็นสามส่วน ตั้งแต่ พื้นที่สำหรับทำงาน ห้องซ้อมดนตรีขนาดย่อม และยังมีห้องสมุดขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยของสะสมจากการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปของคุณโอมด้วยเช่นกัน

“นอกจากทำงานแล้ว บางวันผมก็อ่านหนังสือ หรือชวนลูกมาเล่นดนตรีที่มุมนี้อยู่เป็นประจำ เพราะผมเคยเป็นนักดนตรีเก่าและมองว่าดนตรีก็เป็นกิจกรรมอดิเรกที่ดี ทั้งต่อตัวผมและลูกด้วย” คุณโอมเล่าพร้อมกับเริ่มเปิดเครื่องดนตรีและเล่นเพลงบรรเลงให้พวกเราได้ฟัง ซึ่งหากจะว่าไปแล้วอีกมุมหนึ่งฝั่งตรงข้ามกับห้องดนตรีอย่างห้องอ่านหนังสือ ก็เป็นมุมที่ดูน่าดึงดูดไม่น้อยไปกว่ากัน ด้วยแสงไฟ สีสันของหนังสือที่ถูกจัดเรียงอยู่บนชั้น รวมถึงองค์ประกอบที่ลงตัวจากหลายๆ ปัจจัยของมุมนี้ จึงทำให้มุมนี้กลายเป็นมุมที่ชวนสะดุดตาเมื่อได้ก้าวขึ้นมาบนชั้นสองและเป็นมุมเก๋ๆ อีกมุมที่เหล่าสายอาร์ตจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน

คุณโอมเสริมเรื่องการรีโนเวทให้ฟังอีกนิดว่า พื้นไม้ของชั้นสองคุณโอมได้เลือกใช้สีดำในการทากลบให้ถ้วนทั้งชั้น เพื่อเพิ่มความรู้สึกที่ดูโมเดิร์นให้กับพื้นและบันไดแทนที่จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นหรือใช้ของใหม่ไปเลย อีกทั้งผนังติดฝั่งบันไดก็ยังใช้เป็นสังกะสีง่ายๆ แต่เคลือบด้วยสีขาวทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดเป็นมิติที่น่าสนใจด้วยวัสดุง่ายๆ ราคาไม่แพง สำคัญคือวัสดุและแนวคิดนี้ยังสามารถช่วยเล่าเรื่องราวของการใช้งานในแต่ละมุมได้ด้วย “เคยมีน้องฝึกงานคนหนึ่งมานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะติดบันไดแล้วเขาชอบลากเก้าอี้ซึ่งทำให้พื้นไม้สีดำของผมเป็นรอย แต่ผมกลับรู้สึกชอบมาก เพราะเมื่อเขาฝึกงานจบหรือไม่ได้มานั่งทำงานตรงนี้แล้ว รอยนี้ก็ยังเล่าเรื่องราวของเขาให้ชวนนึกถึงได้อยู่”

บ้านที่คึกคักไปด้วยสเน่ห์ของงานศิลป์

มาในส่วนของชั้นสามกันบ้าง ชั้นนี้ประกอบไปด้วยพื้นที่นั่งเล่น ส่วนนอน ห้องน้ำ และโซนสักล้างบริเวณด้านหลัง ที่นอกจากจะอัดแน่นไปด้วยพื้นที่ใช้งานได้อย่างเต็มบริเวณแล้ว ก็ยังเต็มเปรี่ยมไปด้วยสเน่ห์ของงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ประติมากรรมต่างๆ ไปจนถึงพื้นไม้ที่ถูกปูใหม่ด้วยเทคนิคแบบฟันปลา ซึ่งต้องใช้ฝีมืออย่างมากและเราจะพบเห็นพื้นสไตล์นี้ได้บ่อยครั้งกับห้องพักหรือบ้านของชาวฝรั่งเศส และห้องนั่งเล่นบนชั้นสามห้องนี้ได้ยกบรรยากาศของห้องพักจากประเทศฝรั่งเศสมาไว้ให้เราได้ชมกันแล้วที่นี่

อย่างไรก็ดีงานศิลป์ของบ้านหลังนี้ก็ได้ถูกแทรกแซงอย่างเป็นมิตรด้วยเพื่อนพ้องจากธรรมชาติ เหล่าต้นไม้หลากชนิดที่คุณโอมได้นำมาปลูกไว้ตามมุมต่างๆ ภายในบ้าน นอกบ้าน ไปจนถึงดาดฟ้า พื้นที่เล็กๆ อีกมุมหนึ่งที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับกรุงเทพฯ และมุมโปรดสำหรับทำกิจกรรมครอบครัวระหว่างคุณโอมและลูกชายของเขา

สุดท้ายนี้คำว่าบ้านสำหรับคุณโอมจะไม่สามารถสมบูรณ์แบบได้เลยหากไม่มีการนึกถึงเรื่องของส่วนรวมและนึกเพียงแต่เรื่องของบ้านงตนเอง เพราะคุณโอมเชื่อว่าไม่ว่าจะแบ่งปันมากหรือน้อย จะปลูกต้นไม้สักกี่ต้นเพื่อนช่วยเพิ่มบรรยากาศที่ดีให้กับสภาพแวดล้อมใกล้เคียง หรือปรับพื้นที่เล็กๆ ของบ้านตนเองให้เอื้อต่อการใช้งานของเพื่อนบ้าน เราก็สามารถช่วยให้สังคมและเมืองน่าอยู่ขึ้นได้ แค่ทุกคนช่วยกันและหันกลับมาคิดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นก็เท่านั้น