‘บ้านนี้อยู่แล้วดี’ 5 สเต็ปปรับโฉมบ้านใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ HEALTHY HOME

การออกจากบ้านช่วงนี้คงไม่ต่างจากการพาร่างกายออกไปทำสงครามกับเชื้อโรค แต่ใช่ว่าการเก็บตัวอยู่แต่บ้านทั้งวันจะทำให้ชีวิตของเราปลอดภัยเต็มร้อย! ยิ่งอยู่บ้านที่ไม่ค่อยได้ดูแลเอาใจใส่ ขาดการจัดระเบียบ ก็จะยิ่งกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของสิ่งสกปรกและเชื้อโรค แถมการปล่อยบ้านให้รกร้างนานๆ ยังสร้างมลพิษทางอากาศที่ทำลายระบบหายใจของเราให้ย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ อย่ามัวแต่ทนอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายสะสมความเครียดและมลพิษอีกเลย ลองใช้เวลาว่างช่วงนี้ปรับเปลี่ยนบ้าน สร้างลุคใหม่ และเติมไอเทมที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผล ภายใต้คอนเซปต์ HEALTHY HOME บ้านนี้อยู่แล้วดีกันเถอะ!

STEP 1: จัดวางพื้นที่แต่ละห้องให้เหมาะ

ห้องแต่ละห้องมีฟังก์ชันเฉพาะของตัวเอง แล้วความแตกต่างที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แล้วจับยัดเข้าไปในห้องต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่ไม่ควรมองข้าม นับตั้งแต่การเริ่มต้นจัดวางแปลนห้องก็ว่าได้ ที่เราจะต้องวางแผนทั้งในเรื่องของขนาด อุณหภูมิ แสง เสียง และการระบายอากาศ ที่แต่ละห้องต้องการไม่เหมือนกัน

– ห้องทำงานที่ช่วยให้โปรดักทีฟ คือห้องทำงานที่ไม่มีเสียงดังคอยรบกวน ควรจัดตำแหน่งไว้อยู่ชั้นบนของบ้าน ในจุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน

– ห้องนอนที่หลับได้เต็มอิ่ม คือห้องนอนที่เงียบสงบ และถ่ายเทอากาศได้ดี ควรอยู่ด้านหลังสุดของบ้าน และตั้งอยู่ในทิศที่รับลมได้ดี

– ห้องน้ำที่ปลอดภัยใช้สะดวก คือห้องน้ำที่ได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ และปราศจากแบคทีเรียและเชื้อโรค จึงควรมีหน้าต่างหรือเพดานเพื่อเปิดรับลมและแสงจากภายนอก

– ห้องนั่งเล่นที่อยู่สบาย คือห้องนั่งเล่นที่โล่ง โปร่ง มีลมเย็นพัดผ่านได้ อย่างเช่นทิศเหนือหรือทิศใต้ และอยู่ด้านหน้าของบ้าน

– ห้องครัวที่เหมาะต่อการทำอาหาร คือห้องครัวที่มีระบบระบายอากาศที่ดี และไม่ส่งกลิ่นรบกวนข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรอยู่ในมุมลับตา อย่างเช่นด้านหลังของบ้าน

STEP 2: จัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้

             ห้องที่รกรุงรัง ก็เหมือนกับหัวใจที่ไม่เคลียร์ สมองที่ไร้การจัดระเบียบ! เพราะข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่ตรงหน้ามักจะทำให้เราเสียโฟกัสในการทำงาน แถมการปล่อยปละละเลย ทิ้งข้าวของไว้เป็นกองพะเนิน ยังย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของเราให้ย่ำแย่ลงไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราจากความอับชื้นสะสม ที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดหรือปอดอักเสบ ไหนจะก้อนฝุ่นหนาเตอะที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ หรือทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอดได้เลย เพราะฉะนั้น จัดบ้านใหม่ครั้งนี้ ท่องไว้เลยนะว่า ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ห้องรกเละเทะอีกแล้ว!

– เตรียมถังขยะให้เพียงพอ ถ้ามีครบทุกห้องได้จะยิ่งดี หรือไม่ก็เน้นเฉพาะห้องที่ใช้งานบ่อยๆ อย่างเช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน และห้องรับประทานอาหาร

– ห้องแต่งตัวมักมีเครื่องสำอางหรือเครื่องประดับชิ้นเล็กอยู่เยอะ ซึ่งของกระจุกกระจิกพวกนี้เองที่มักจะเป็นตัวการทำให้ห้องดูรก ควรหาถาด จานแบนๆ หรือชั้นวางของเล็กๆ มาเก็บรวบรวมไว้ให้เข้าที่

– หากล่องพลาสติกที่แข็งแรงมาเก็บสิ่งของที่ไม่ค่อยได้ใช้ และถ้ามีหลายกล่องควรเขียนโน้ตแปะไว้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา

– เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชันเก็บของไดัในตัว เพราะช่วยประหยัดพื้นที่และยังทำให้ห้องดูเป็นระเบียบขึ้น อย่างเช่น โต๊ะที่มีลิ้นชักในตัว ชั้นวางของที่มีฟังก์ชันสำหรับแขวนอุปกรณ์ต่างๆ หรือเฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชันอย่างโซฟาเบด แบรนด์อิเกีย ที่โดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นและเข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถใช้นั่งเล่น เปลี่ยนเป็นที่นอน และยังมีช่องเก็บของให้เก็บได้แน่นๆ อีกด้วย

STEP 3: ยกธรรมชาติมาไว้ในบ้าน

คนกับธรรมชาติอยู่คู่กันมานานแสนนาน แต่ไลฟ์สไตล์คนทำงานในเมืองส่วนใหญ่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมพร้อมเครื่องระบายอากาศ ร่างกายจึงขาดเชื่อมต่อกับธรรมชาติ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนยุคปัจจุบันเกิดความเครียดไปจนถึงมีอาการซึมเศร้า

ในช่วงที่เราเอาแต่กักตัวอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปสู้แสงแดด รับลมธรรมชาติ จึงเป็นช่วงที่ภายในของเรากำลังอ่อนไหวเป็นพิเศษ อาจกำลังเก็บสะสมความเครียดและความวิตกกังวลไว้โดยไม่รู้ตัว จึงต้องหาทางระบายออกหรือได้รับการบำบัดจากธรรมชาติโดยด่วน ซึ่งวิธีการจำลองบรรยากาศธรรมชาติมาไว้ในบ้านเพื่อเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายและจิตใจทำได้หลายวิธีด้วยกัน

– เปิดหน้าต่างในช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก หรือเจาะผนังเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติ โดยเฉพาะห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน และห้องนอน จะช่วยให้ร่างกายมีสมาธิ จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ แต่วิธีนี้อาจไม่เหมาะสำหรับบ้านที่อยู่ติดถนน หรือใช้พื้นที่รอบตัวบ้านร่วมกับเพื่อนบ้าน

– เลือกใช้สีเอิร์ธโทนหรือกลุ่มของสีที่มีอยู่ในธรรมชาติมาทาผนังของห้องที่มีฟังก์ชันเพื่อการพักผ่อน อย่างเช่น สีเขียวอ่อน แทนสีของฤดูใบไม้ผลิ สีเขียวเข้ม แทนสีของป่าเขา สีคราม แทนสีของน้ำทะเล หรือท้องฟ้ายามค่ำ และสีน้ำตาล แทนสีของผืนดิน และความอบอุ่น

– ประยุกต์เอาวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ตกแต่งภายในห้อง อย่างเช่น วัสดุพวกไม้ หิน กระจก หรือโลหะ ซึ่งจะให้อารมณ์และสัมผัสที่แตกต่างกันไป หินให้ความรู้สึกเย็น ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนเหล็กจะให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเพิ่มเสน่ห์ให้ห้องน่าสนใจมากขึ้น

– ปลูกต้นไม้ในบ้าน เพื่อบำบัดอากาศ และบำรุงจิตใจ สำหรับต้นไม้ที่คนปลูกกันเยอะๆ เพราะดูแลง่าย ใช้พื้นที่แค่นิดเดียว เหมาะกับบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด คือต้นไม้จำพวกไอวี่ด่าง พลูฉลุ หรือพลูงาช้าง ปัจจุบันมีร้านขายต้นไม้สวยๆ ให้สั่งซื้อได้ในช่องทางออนไลน์มากมาย

STEP 4: บำบัดด้วยกลิ่นหอม

กลิ่นมีผลต่อความรู้สึกแถมยังบ่งบอกถึงคุณภาพชีวิตของคนในบ้าน การปล่อยให้บ้านชื้นจนเกิดกลิ่นอับ หรือเต็มไปด้วยกลิ่นหืนจากอาหาร อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสุขภาพอนามัยของคนในบ้านกำลังเข้าขั้นวิกฤติ! ก่อนอื่นให้หาทางกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่คอยกวนใจและทำร้ายสุขภาพของเราออกไปให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยเพิ่มเติมกลิ่นหอมที่คุณชื่นชอบลงไป จากบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับเหม็นหืนก็จะกลายเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของคนรักสุขภาพ

– ขจัดกลิ่นเป็นประจำด้วยการเปิดประตูหน้าต่างเวลาทำความสะอาดบ้าน และดูดฝุ่นให้ครบทุกซอกทุกมุม แยกขยะ ปิดฝาให้มิดชิดโดยเฉพาะขยะจากเศษอาหาร และทิ้งขยะบ่อยๆ เพื่อป้องกันกลิ่นจากของเสีย

– หาเครื่องฟอกอากาศสักตัวมาใช้ หรือจะปลูกต้นไม้พันธุ์ที่ช่วยฟอกอากาศในบ้านก็ได้ ยิ่งในยุคที่ฝุ่นควันพิษแวะเวียนมาทุกๆ ปีเช่นนี้ เครื่องฟอกอากาศดีๆ สำคัญมาก!

– เลือกกลิ่นหอมที่ถูกใจ ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ใครที่มีปัญหานอนไม่ค่อยหลับ ลองใช้กลิ่นหอมจากบรนด์ Karmakamet จะช่วยให้จิตใจสงบ หลับได้ง่ายขึ้น ส่วนใครที่มีความเครียดสะสมจากการทำงาน แนะนำให้ใช้กลิ่นหอมสุดคลาสสิกอย่าง Bath & Body Works Stress Relief ที่มีส่วนผสมจากยูคาลิปตัสและชา ทำให้ผ่อนคลาย และเพิ่มสมาธิในการทำงาน

STEP 5: เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพ

ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคร้ายรุมเร้า เราจึงต้องละเอียดกับทุกสิ่งรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ในบ้าน! หากเป็นไปได้พยายามหลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของสารพิษตกค้าง อย่างเช่น สารฟอร์มาลดีไฮด์ ที่มักจะพบในที่นอนหรือสิ่งทอที่ไม่ได้มาตรฐาน จากกระบวนการย้อมสีที่ไม่ปลอดภัย สารหน่วงการติดไฟ ที่มักใช้ในกระบวนการผลิตพลาสติก ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบหายใจ และยางสังเคราะห์ ที่ส่งผลต่อระบบประสาท และหลอดเลือด โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์

– เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ผลิตจากวัสดุในธรรมชาติ และไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เป็นอันตราย อย่างเช่น ไม้ หรือสิ่งทอจากธรรมชาติ

– เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องออกกำลังกายได้ในตัวไว้ในห้องนั่งเล่น เสื่อโยคะ หรืออาจจะเป็นโซฟาลูกบอลก็ได้ จะช่วยให้ได้ออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างดูทีวี

– เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ดีๆ ในห้องทำงาน จะช่วยป้องกันความเมื่อยล้าจากการนั่งท่าผิดๆ ที่อาจสะสมจนกลายเป็นออฟฟิศซินโดรม ปัจจุบันมีโต๊ะทำงานที่สามารถปรับนั่ง-ยืนได้ หรือเก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ (Ergonomic Chair) อย่างเช่น Herman Miller, Steel Case และ Okamura ที่ทั้งดีไซน์สวย แถมยังช่วยให้คุณบอกลาอาการปวดหลังจากการทำงานได้อย่างปลิดทิ้ง