Back Pain in Your Area! เปลี่ยนมุมทำงานให้ซัพพอร์ตร่างกาย

เพราะการ Work From Home ครั้งนี้ดูจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา บางบริษัทเริ่มออกนโยบายให้ทำงานแบบ Hybrid Working สลับวันเข้าทำงาน หรือบางที่ถึงขนาดประกาศให้ทำงานที่บ้านอย่างไม่มีกำหนด แต่เมื่อขึ้นชื่อว่า การทำงานแม้จะอยู่ที่บ้าน ก็ยังต้องการอุปกรณ์ซัพพอร์ตที่ดีเช่นกัน ลองสังเกตดูว่า ถ้าคุณนั่งพิมพ์งานบนพื้น หรือนอนกลิ้งบนเตียง เมื่อผ่านไปสักระยะ ร่างกายก็จะเริ่มประท้วง ด้วยอาการเจ็บปวดตามคอ บ่า ไหล่ เรื่อยมาจนถึงหลัง เรียกว่า Back Pain In Your Area กันเลยทีเดียว หรือกระทั่งคนที่นั่งโต๊ะทำงานปกติ กลับรู้สึกว่าเมื่อยและเหนื่อยกว่าทำงานอยู่ออฟฟิศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ไม่ได้ซัพพอร์ตสรีระร่างกายมากนัก และอีกส่วนหนึ่งก็คือการแบ่งเวลา ที่หลายๆ คนเกิดปัญหาว่า รู้สึกเหมือนไม่มีเวลาเลิกงาน จนพาลไปทะเลาะกับคนที่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจ เพื่อสุขภาพกายเรื่อยไปจนถึงสุขภาพจิต 

House Hub จึงชวนคุณมาส่องไอเท็มฮอตที่น่าจะถูกใจคนทำงานที่บ้าน ที่อยากจะยกระดับ Working Station ของตัวเอง ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยดูแลสุขภาพของเราให้ดียิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

Hight Adjustable Desk
โต๊ะปรับระดับได้แบบไฟฟ้า

ตั้งแต่เห็นคนรีวิวโต๊ะปรับระดับได้ของสินค้าแบรนด์หนึ่ง จิตใจเราก็ว้าวุ่นอยากได้ตั้งแต่นั้น เพราะ pain point หนึ่งของมนุษย์ออฟฟิศคือการนั่งทำงานท่าเดิมๆ จนปวดหลังไปหมด และเพิ่งมารู้ว่า จริงๆ แล้วเราควรเปลี่ยนอิริยาบถสลับจากการนั่งไปเป็นการยืนบ้าง ซึ่งโต๊ะปรับระดับความสูงได้ จะมาช่วยรองรับทุกท่วงท่าในการทำงาน คือนั่งๆ อยู่แล้วอยากจะยืน ก็กดให้โต๊ะยืดขึ้นทันควัน

สำหรับแบรนด์ที่เราลองหาข้อมูลมา ที่น่าสนใจสุดๆ คงเป็น Flex Collection ของ Steelcase อันนี้เรียกว่าเป็น Smart Home Item ได้เลย เพราะฟังก์ชันเหลือล้นมาก นอกจากปรับระดับแล้วยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เก็บข้อมูลการนั่งๆ ยืนๆ ของเรา ไว้ใช้วิเคราะห์เรื่องสุขภาพได้อีกด้วย ซึ่งราคาก็แรงเอาเรื่อง อยู่ที่เกือบๆ 40,000 บาท! แต่เราเชื่อว่าถ้าคนเคยรักษาออฟฟิศซินโดรมมาแล้ว อาจจะยิ้มรับราคานี้ได้ง่ายๆ เพราะค่าหมอ ค่ากายภาพ ค่านวด รวมๆ แล้วก็ไม่ใช่เบาเลยล่ะ ลองดูข้อมูลกันได้ที่ https://bit.ly/3vUNV2Z แต่ถ้าใครงบไม่ถึง เราว่าของ IKEA รุ่น BEKANT ก็น่าสนใจอยู่ คือสามารถปรับระดับแบบไฟฟ้าเหมือนกัน รองรับทั้งการนั่งและยืนเหมือนกัน อาจไม่ใช่ไฮเทคขนาดเจ้าแรก แต่ราคาเบากว่าเกือบครึ่ง ลองดูข้อมูลที่ https://bit.ly/3ckmkQW

นอกจากนี้ยังมีโต๊ะปรับระดับแบบควบคุมด้วยมือ ซึ่งราคาอยู่ที่หลักพัน ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน ยังไงลองไปเทสต์กันดู แล้วเลือกที่เหมาะกับตัวเองและเงินในกระเป๋าที่สุด

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.steelcase.com, www.ikea.com

Ergonomic Chair
เก้าอี้ที่ออกแบบให้รับกับสรีระ

ถัดจากโต๊ะทำงานก็มาถึงเก้าอี้กันบ้าง ปัญหาออฟฟิศซินโดรมที่เกิดขึ้น นั้นเชื่อมโยงกับเก้าอี้ที่รองรับร่างกายของเราอย่างเต็มๆ ในปัจจุบันจึงมีหลายแบรนด์ที่ผลิตเก้าอี้ที่ช่วยรองรับกับสรีระร่างกาย หรือที่เรียกว่า Ergonomic Chair โดยมีจุดเด่นที่ฟังก์ชันการปรับระดับได้ เพื่อสามารถหามุมสบายๆ สำหรับร่างกายคนเราที่แตกต่างกัน

สำหรับแบรนด์เก้าอี้ Ergo ที่ต้องยกนิ้วให้ในความโด่งดังระดับตำนาน ก็คือ Herman Miller โดยเฉพาะรุ่น Aeron ที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 1992 (ปวดหลังแบบมาก่อนกาล) และยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าเป็นเอกอุยืนหนึ่งด้านเก้าอี้ขวัญใจพนักงานออฟฟิศ ทั้งดีไซน์ที่ตอบรับกับสรีระ วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงการรับประกันที่ยาวนานถึง 12 ปี แต่แน่นอนว่าคุณภาพย่อมมาพร้อมราคาอันดุเดือด คือเริ่มต้นที่ 42,000 บาทกันไปเลย แต่ลองไปอ่านคุณสมบัติเค้าก่อนได้ มันดีจริงๆ https://bit.ly/2SbQwH5

สำหรับคนงบน้อยแบบไม่ค่อยพร้อมเปย์ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง อย่างที่บอกว่าตลาด Ergonomic Chair มีผู้เล่นค่อนข้างเยอะ จากที่หาข้อมูลมา มีแบรนด์จีนที่ชื่อ Sihoo ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย อย่างรุ่น ERGONOMIC M18 ที่ปรับได้ทั้งพนักพิง ที่วางแขน และที่รองคอ สนนราคาที่ 5,000 กว่าบาท ฟังแล้วใจชื้นขึ้นนิดนึงเนอะ https://bit.ly/3gr8Q7p เรื่องเก้าอี้นี่ละเอียดอ่อนจริงๆ ถ้าเข้าวงการนี้เมื่อไร รับรองต้องหารีวิวอ่านกันจนปวดคอ รุ่นที่ใช้ดีกับคนอื่น ก็อาจจะไม่ดีกับเราก็ได้ ยังไงต้องพิจารณาดีๆ หน่อยนะ

ขอบคุณภาพประกอบจาก pergochairs.com, www.sihoo.com

Bluetooth Earbuds
หูฟังที่ช่วยให้ประชุมแบบไม่เมื่อยหู

จั่วหัวไว้ก่อนว่าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านหูฟังอะไร ติดจะเน้นเรื่องดีไซน์มากกว่าฟังก์ชันด้วยซ้ำ และรู้สึกไม่ชอบใส่หูฟังเพราะรำคาญและเจ็บหู แต่การต้องฟังการประชุมทั้งวันก็รบกวนสมาชิกในห้อง แถมประชุมชนกันก็วุ่นวายสุดๆ จนเดือนที่แล้วโดนแบรนด์หูฟังหนึ่งยิงแอดใส่ เห็นแว่บแรกคือหน้าตาถูกชะตามาก เลยเริ่มหาข้อมูลว่ามันดีหรือแย่ยังไง สุดท้ายก็กดซื้อมาแบบคนโดนป้ายยาที่แท้ทรู

เจ้าหูฟังที่ว่านี้คือแบรนด์ Sudio รุ่น Nio ที่เล็กกะทัดรัด หลังใช้งานมาสักพัก ก็ค่อนข้างประทับใจในความใส่สบาย ไม่ปวดหู เคยทำสถิติประชุม 3 มีตติ้ง ซัดไป 3 ชั่วโมง นอกจากสมองที่เบลอแล้ว หูก็ยังสบายดีอยู่ การเชื่อมต่อผ่านบลูทูธเสถียรดี เสียงฟังชัดเจน เสียงพูดก็รู้เรื่อง ที่สำคัญคือสีสันน่ารัก ส่วนราคากลางๆ อยู่ที่ 2,690 บาท ลองไปส่องกันได้ที่ https://bit.ly/2RopL1I

แต่ก่อนจะซื้อเจ้า Nio ก็ลังเลกับอีกแบรนด์หนึ่งเหมือนกัน ชื่อว่า Happy Plugs รุ่น Air 1 Go ที่เห็นแค่หน้าตาก็พูดเลยว่า #อันนี้ก็น่ารักอีกแล้วนะคะ แถมราคาเป็นมิตรกว่าที่ 1,690 บาท ใครงบจำกัดลองดูตัวนี้ก็ได้ เท่าที่อ่านรีวิวคือก็ดีงามอยู่นะ https://bit.ly/2SVMi6u

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.instagram.com/sudio, www.instagram.com/happyplugs

Walking Pad
ลู่เดิน-วิ่งเบาๆ แบบไฟฟ้า ไม่กินพื้นที่

จากใจคนอยู่คอนโดที่ฟิตเนสปิดทำการไม่มีกำหนด และไม่สามารถใส่แมสก์ออกไปวิ่งข้างนอกได้ (เคยลองแล้ว เกือบเป็นลม!) พอข้อจำกัดเยอะ ก็เริ่มทิ้งการออกกำลังกายไปโดยปริยาย ผันตัวเองมานั่งทำงานเช้าจรดค่ำ ค่ำจรดเช้า วนลูปแบบไม่ได้นอนกันไปเลย แต่ตอนนี้เริ่มสำนึกแล้วว่าร่างกายต้องการปะทะการออกกำลังกายจริงๆ ตอนแรกเราอยากได้ลู่วิ่งไฟฟ้า แต่ก็พบปัญหาคือคอนโดไม่มีที่ตั้ง จนได้มารู้จักกับ Walking Pad ลักษณะเป็นแผ่นที่หนาขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อย มีลู่ยาวๆ ให้เราเดินหรือวิ่งเหยาะๆ ได้

สิ่งที่เป็นข้อดีที่สุดของ Walking Pad ก็คือการพับเพื่อเก็บใต้โซฟาหรือใต้โต๊ะได้ บางรุ่นพับทบแบบพับขนมปังกันไปเลย บางรุ่นก็พับเก็บเฉพาะเสายึดเกาะ ส่วนราคาก็เริ่มต้นตั้งแต่ 6,000 ไปจนถึง 20,000 บาท ยี่ห้อที่เราเห็นบ่อยๆ ก็เช่น Xiaomi ซึ่งมีแยกย่อยไปอีก 4-5 รุ่น แตกต่างกันไป ตั้งแต่การปรับระดับความเร็ว วัสดุภายนอก การรับน้ำหนักของผู้ใช้ ฟังก์ชันควบคุมอื่นๆ 

สำหรับรุ่นที่น่าสนใจสำหรับเราคือ Xiaomi R1 Pro เป็นรุ่นที่มีราวจับ มีล้อเลื่อน และมีระดับความเร็วสูงสุดที่ 10 km/hr วันไหนอยากวิ่งก็ทำได้เช่นกัน ส่วนราคาอยู่ที่ประมาณ 19,000 บาท ซึ่งถ้าหากคนที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ จะดูลู่วิ่งไฟฟ้าไปเลยก็ได้นะ ดูข้อมูลรุ่นนี้ https://bit.ly/3z22ALD มั่นใจว่าซื้อมาแล้วจะไม่กลายเป็นราวตากผ้า เพราะอันนี้มันพับเก็บได้ อย่างดีก็คงเป็นที่ดักฝุ่นใต้เตียงแหละ 

ขอบคุณภาพประกอบจาก xiaomiplanets.com