6 วิธีบรรเทาความเครียด เปลี่ยนช่วงเวลาอยู่บ้านนานๆ ให้สุขใจ

อยู่บ้านนาน ๆ ก็อาจบั่นทอนหัวใจ มาสร้างภูมิคุ้มกันให้ใจแข็งแรงกับ 6 วิธีบรรเทาความเครียดที่เปลี่ยนช่วงเวลาอยู่บ้านนานๆ ให้สุขใจมากขึ้น

ทั้งการล็อกดาวน์ กึ่งล็อกดาวน์ หรือแม้แต่ภาวะฉุกเฉินที่พวกเราต้องพบเจอกันมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกพาร์ทของการใช้ชีวิตของหลาย ๆ คนต้องติดอยู่กับบ้าน ซึ่งก็อาจเกิดความเครียดสะสมแบบไม่รู้ตัว แล้วยังดูดพลังงานและพลังใจของเราจนอ่อนล้าจนแทบจะทนไม่ไหว แม้แต่เป้าหมายชีวิตที่เคยคิดว่าชัดเจนก็หยุดชะงัก ราวกับมีใครมากดปุ่มพอสเอาไว้ ดังนั้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกคนแข็งแกร่งมากขึ้น! HouseHub เลยเชิญแขกรับเชิญพิเศษ ฝ้าย-กันตพร สวนศิลป์พงศ์ กัญ-วรกัญ รัตนพันธ์ และน้ำผึ้ง-กิตินัดดา อิทธิวิทย์ นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจาก Masterpeace มาแบ่งปันมุมมองดีๆ ที่รับรองว่าชุบชูใจเหมือนได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ แต่เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ที่บ้านได้ด้วยตัวเอง!

01 พูดคุยและทำความรู้จักตัวเอง
เบื่อ เศร้า เหงา เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่?

เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีเมฆครึ้มลอยอยู่บนหัวตลอดเวลา หรือรู้สึกว่าช่วงนี้เรานอนมองเพดานนานเกินไปหรือเปล่า ลองหันกลับมาพูดคุยเพื่อรับฟังและทำความรู้จักกับอารมณ์ความรู้สึกและความคิดข้างในใจโดยไม่ตัดสิน ลองสังเกตว่าตอนนั้นเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เบื่อ เศร้า เหงา หรือเซ็ง พร้อมสำรวจที่มาที่ไปว่าอะไรคือต้นเหตุของความรู้สึกเหล่านั้น เมื่อเรารู้เท่าทันอารมณ์และจัดเรียงความคิดได้ เราจะสามารถเห็นได้ชัดขึ้นว่า อะไรคือปัจจัยภายนอก และอะไรคือปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดความเครียดเหล่านั้น ซึ่งจะนำมาสู่การสำรวจวิธีบรรเทาความเครียด หรือความรู้สึกแย่ๆ โดยตรงได้ดีขึ้น และอย่าลืม มองหาแหล่งกำลังใจ ซึ่งอาจมาจากครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง

02 เรียนรู้ที่จะยอมให้ตัวเองยืดหยุ่นบ้างบางเวลา

บางครั้งความเครียดก็มาจากความคาดหวังและการกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทำไมฉันไม่เก่งเหมือนคนนั้น ทำไมฉันถึงทำได้เท่านี้ สิ่งเหล่านี้เกาะกินจิตใจ นานวันไปก็มีแต่จะกลายเป็นความเครียดสะสม ลองปรับตัวเองให้ยืดหยุ่นอีกสักนิด อนุญาตให้ตัวเองให้ผ่อนคลายบ้างสักหน่อย จากวิ่งแข่ง 4×100 ที่เหนื่อยหอบจนไม่ไหวอาจกลายเป็นวิ่งมาราธอนที่เรารู้สึกเอนจอยในทุกช่วงเวลาหรือจะลองปลอบและบอกตัวเองอย่างใจดีว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของระยะเวลา แต่มันไม่ได้คงอยู่ตลอดไป รวมถึงความเครียดและสิ่งแย่ๆ ที่เราต้องพบเจอด้วยนั่นเอง

03 Self-Care ดูแลและใส่ใจตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความเครียด คือการมี ‘Self-Care’ หรือกิจกรรมที่ช่วยดูแลทั้งร่างกายและหัวใจ เพื่อให้เราได้ผ่อนคลายและรีชาร์จ เรื่องพื้นฐานของชีวิตต้องดูแลไม่ขาดตกบกพร่อง อย่างเช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพักผ่อนให้เป็นเวลา หรือการพาตัวเองออกไปขยับร่างกายบางเป็นครั้งครา ซึ่งหากจะเพิ่มความแอดวานซ์ Self-Care ที่เติมเข้ามาอาจเป็นกิจกรรมที่ส่งพลังงานดีจากข้างใน ทำให้เราโฟกัสอยู่กับตัวเอง ซึ่งแต่ละคนต่างมีกิจกรรมนี้แตกต่างกันไปตามนิสัย ความชอบ ไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การปลูกต้นไม้ การดูหนัง หรือการวาดรูป ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่ามองข้าม! การมี Self-Care ทุกวันจะช่วยสร้างขุมทรัพย์แรงและพลัง ทำให้เราไม่จมอยู่กับความเครียดได้ง่ายๆ

04 เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการปรับและเปลี่ยนพื้นที่

เพราะร่างกายเราจดจำสภาพแวดล้อม อะไรที่จำเจย่อมส่งผลต่อความรู้สึก เพราะฉะนั้นลองปรับเปลี่ยน ตกแต่งพื้นที่ของเราใหม่ หรือขยับขยายเปลี่ยนมุม ถึงแม้จะขยายขนาดของห้องให้ใหญ่ขึ้นไม่ได้ แต่การปรับเลย์เอาท์เล็กๆ น้อยๆ ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้จริงๆ นะ (เชื่อเถอะ เราลองมาแล้ว!) และที่สำคัญ แบ่งพื้นที่ของมุมทำงานและมุมพักผ่อนให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการทำงานบนเตียงนอน เพราะเมื่อถึงเวลานอนหลับจริงๆ จึงทำให้เรารู้สึกไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
หากใครยังไม่พร้อม หรือไม่มีเวลาถึงขนาดจะปรับเปลี่ยนเลย์เอาท์ห้องใหม่ อาจจะเริ่มจากการหาของตกแต่งเล็กๆ ที่เราชื่นชอบมาวางอย่าง โคมไฟ กระถางต้นไม้ ลำโพง เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือเทียนหอม เพื่อดึงดูดสายตาให้เราสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลง เติมเต็มการสัมผัสถึงรูป รส กลิ่น เสียงที่แปลกใหม่ได้บ้างก็เป็นวิธีที่ดีทีเดียว

05 อย่าลืมแบ่งพื้นที่ของเวลา
รักษารูทีนประจำวันให้เป็นระบบ

นอกจากแบ่งพื้นที่เชิงกายภาพให้เป็นสัดส่วนแล้ว อย่าลืมแบ่งพื้นที่เชิงเวลา พยายามสร้างรูทีนการทำงานให้สม่ำเสมอเสมือนเข้าออฟฟิศ เพราะเรารู้ว่าในยาม work from home บางคนก็ปล่อยปะละเลยในเรื่องของเวลาไปบ้าง ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เรื่องเหล่านี้จะสะสมเป็นความกดดันและภาวะเบิร์นเอาท์โดยที่เราไม่รู้ตัว ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตื่นนอนเป็นเวลา รับประทานอาหารเช้าให้เป็นเวลา จะช่วยให้เราเริ่มวันของการทำงานได้อย่างสดชื่นมากขึ้น นอกจากนั้นช่วงเลิกงานก็ควรจะพักให้เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายจดจำและสามารถปรับสมดุลได้ง่ายกว่านั่นเอง มีวินัยในการทำงานแล้ว ยอมให้ตัวเองมีวินัยในการพักบ้างจะเป็นไร

06 Human Connection คือสิ่งสำคัญ

ในช่วง Covid-19 เราเข้าใจว่าบางคนกลัวเชื้อตัวนี้จนไม่เป็นอันกล้าจะทำอะไร ไม่กล้าพบปะผู้คน กลายเป็นคนเก็บตัว เกิดเป็นความเหงา เศร้าตามมาติดๆ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม Human Connection จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรหลงลืม ถึงแม้จะชอบเก็บตัวมากแค่ไหน ลองเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนและสังคมด้วยการพบปะ พูดคุยกับเพื่อนๆ หรือเพื่อนร่วมงานบ้างจะช่วยเติมพลังให้เราได้เช่นกัน ถ้ากลัว Covid-19 เราสามารถปรับทุกอย่างให้อยู่ในรูปแบบของออนไลน์ได้ตามที่สะดวกใจ ลองยกหูโทรศัพท์ Facetime หรือ zoom หากันบ้าง บางทีการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหา หรือความรู้สึกที่เราต้องเผชิญอยู่กับคนอื่นๆ ก็ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้อีกทางหนึ่ง

สารจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญ

“ในสถานการณ์ยากๆ แบบนี้ ความเครียดจาก work from home คงเป็นภาวะที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันอาจส่งผลให้เราเหนื่อย ท้อ หรืออื่นง่ายกว่าปกติ แต่จริงๆ แล้วทุกอารมณ์ความรู้สึกทั้งบวกและลบที่ผุดขึ้นมาในใจก็ล้วนสำคัญ ก่อนจะไปถึงเสต็ปหาวิธีจัดการ ลองรับฟังและทำความเข้าใจอารมณ์พวกนั้นก่อน อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกได้โดยไม่ต้องโทษตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น เพราะมวลอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ

จากนั้นเราสามารถดูแลตัวเองโดยเริ่มต้นใส่ใจกับความรู้สึกตัวเอง คอยสังเกตสัญญาณความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับตัวเรา รวมทั้งจัดสรรพื้นที่ให้มิติชีวิตด้านต่างๆ อย่างสมดุล ทั้งชีวิตการทำงาน เป้าหมายส่วนตัว รวมถึงไม่ลืมว่าเรายังมีแหล่งสนับสนุนอยู่รอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้เราก้าวผ่านช่วงเวลายากๆ เช่นนี้ไปได้ สุดท้ายถ้าแก้ปัญหาด้วยตัวเองคนเดียวไม่ไหว ก็ยังมีตัวช่วยเป็นผู้เชี่ยวชาญเสมอ ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็ตาม” -ทีมนักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา Masterpeace